Negative thinking เป็นคำที่เราแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยว่า คิดลบ
แต่หากใช้คำไทยๆ ก็อาจจะเรียกว่า คิดบวก คือ การมองโลกในแง่ดี , คิดลบ คือการมองโลกมในแง่ร้าย
ข้อแตกต่างทางด้านจิตวิทยาของสองแนวคิดนี้คือ
คิดบวก คือ มุมมองต่อสถาณการณ์ในด้านที่มอง ผลดีมากกว่าผลเสีย
คิดลบ คือ มุมมองต่อสถาณการณ์ในด้านที่มองผลเสียมากกว่าผลดี
คนส่วนใหญ่จะมองว่า คนคิดบวก หรือ พวกมองโลกในแง่ดีคือ พวกเพ้อฝัน อยู่ในโลกแห่งจินตนาการ และทึกทักเอาเองว่า การมองโลกในแง่ลบบ้าง ก็คือ การมองที่ความเป็นจริงของโลก มองในแง่ของการอยู่รอด ฯลฯ
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าศาตร์ตะวันตกปัจจุบันเริ่มมามองที่ ศาตร์ตะวันออก ซึ่งเน้นเรื่องจิตใจมากกว่า ในอดีตศาตร์ตะวันตก หรือวิทยาศาตร์ จะมุ่งแสวงหาข้อเท็จจริง มองทุกอย่างตามหลักฐาน เหตุ ปัจจัย บวกกับสถาณการณ์ เพื่อหาเป็นข้อสรุปใน พฤติกรรม หรือ เหตุการณ์
แต่ในปัจจุบัน เมื่อวิทยาศาตร์ (ตะวันตก) เริ่มศึกษา ธรรมชาติในแนวทางของ พุทธ,เต๋า,เซ็น โดยเอาการปฏิบัติ ตามแนวตะวันออกมาทดลอง และวัดผลออกมาทางวิทยาศาตร์(ในแง่ของการบันทึก,ผล) ทำให้ วิทยาศาตร์ ได้เห็นความสัมพันธ์ของจิต ที่ส่งผลต่อร่างกาย หรือ ความคิด (ทางกายภาพ)
ทำให้ได้ข้อสรุปพอสังเขป จากการอ่านของผู้เขียน
ความคิดบวก/มองโลกในแง่ดี จะส่งเสริมทางด้านจินตนการ ทำให้คนเรามีกำลังใจ มีความพยายามที่จะทำให้สำเร็จ โดยเอาเป้าหมายมาเป็นที่ตั้ง ใช้ศิลปะหรือจินตนาการ วาดภาพความสำเร็จในอนาคต เป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต หรือทำกิจกรรมหนึ่งๆให้สำเร็จ ซึ่งวิทยาศาตร์พบว่า มันมาจากสมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่ตรงนี้ รวมถึงสารเคมีเอนโดรฟีน ซึ่งทำให้รู็สึกผ่อนคลายเมื่อได้ทำตามที่หวังไว้ และมีผลทำให้ร่างกายผ่อนคลาย มีความพร้อมที่จะเผชิญปัญหา รวมถึงจิตใจที่ฮึดสู้ (กำลังใจดีสุดๆ) สรุปว่า กระทำตามแรงดึงดูด เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย
ความคิดลบ/มองโลกในแง่ร้าย จะมาจาการคิดเชิงตรรกะ มองที่พื้นฐานของความเป็นจริง และคำนวณตามประสบการณ์ทีมีในแต่ละคน ต่อสถาณการณ์หนึ่งๆว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะประสบผลสำเร็จ เรียกง่ายๆว่า มองที่องค์ประกอบของปัจจัย ว่าเป็นเครื่องมือที่ดีพอที่จะทำกิจกรรมนั้นๆให้ประสบผลสำเร็จได้หรือไม่ แต่จะมองในแง่ของความเสี่ยง หรือ ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ่น ซึ่งมาจากสมองซีกขวา และ จะเกิดสารเคมี อะดรีนาลิน เป็นสารที่จะกระตุ้น จิตใจและร่างกายให้แสดงออกตามแรงขับด้านลบ และดึงพลังงานออกจากอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดการอ่อนเพลีย เครียดในขณะดำเนินกิจกรรมนั้นๆ สรุปว่า กระทำตามภาระที่เป็นแรงผลัก
คำถามที่น่าสนใจคือ เราจะใช้สิ่งใดมาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน ในเมื่อการมองโลกในแง่บวก อาจจะทำให้เราพลาดพลั้งได้ง่าย ในทางตรงข้ามการมองโลกในแง่ลบก็จะทำให้เราไม่กล้าที่จะทำกิจกรรมใดๆ หรือดำรงชีวิตอยู่ด้วยความห่อเหี่ยว
ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดคงจะเป็นในแนวทาง พุทธ ว่า เราควรจะต้องฝึกควบคุมจิตให้อยู่ตรงกลาง เพื่อไม่ให้เบี่ยงเบนไปในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป แต่ถ้ากล่าวในเชิงของคนปกติที่ไม่ได้เป็นพระ ก็คือ ทำจิตใจให้อยู่ในสมาธิ มองชีวิตในแง่บวก แต่ดำรงตนในทางที่ไม่ประมาท , เพราะหาก คนเราไร้ซึ่งแรงดึงดููด จากเป้าหมาย หรือความฝัน ชีวิตเราก็คงเหมือนเรือที่ลอยกลางทะเล โดยไร้เข็มทิศ และหากเรา ดำรงชีวิตโดยประมาท ชีวิตเราก็คงเป็นเรือที่มีเข็มทิศ มีกำลังขับเต็มที่ แต่ขาดซึ่ง หางเสือและสมอ ที่จะคอยกำหนด ก้าวย่างของชีวิต และ ปราศจากระบบควบคุมความปลอดภัย
ใช้ชีวิตให้มีเป้าหมาย เพื่อมีแรงดึงดูด มองชีวิตให้ไม่ประมาทจนเกินไป / หรือ อย่ากลัวจนเหมือนกับว่า มีภาระหนักอึ้ง ....... ซึ่งก็คือ ทางสายกลาง