Sunday, May 15, 2011

positive thinking vs negative thinking

Positive thinking เป็นคำที่เราแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยว่า คิดบวก
Negative thinking เป็นคำที่เราแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยว่า คิดลบ
แต่หากใช้คำไทยๆ ก็อาจจะเรียกว่า คิดบวก คือ การมองโลกในแง่ดี , คิดลบ คือการมองโลกมในแง่ร้าย

ข้อแตกต่างทางด้านจิตวิทยาของสองแนวคิดนี้คือ
คิดบวก คือ มุมมองต่อสถาณการณ์ในด้านที่มอง ผลดีมากกว่าผลเสีย
คิดลบ คือ มุมมองต่อสถาณการณ์ในด้านที่มองผลเสียมากกว่าผลดี

คนส่วนใหญ่จะมองว่า คนคิดบวก หรือ พวกมองโลกในแง่ดีคือ พวกเพ้อฝัน อยู่ในโลกแห่งจินตนาการ และทึกทักเอาเองว่า การมองโลกในแง่ลบบ้าง ก็คือ การมองที่ความเป็นจริงของโลก มองในแง่ของการอยู่รอด ฯลฯ

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าศาตร์ตะวันตกปัจจุบันเริ่มมามองที่ ศาตร์ตะวันออก ซึ่งเน้นเรื่องจิตใจมากกว่า ในอดีตศาตร์ตะวันตก หรือวิทยาศาตร์ จะมุ่งแสวงหาข้อเท็จจริง มองทุกอย่างตามหลักฐาน เหตุ ปัจจัย บวกกับสถาณการณ์ เพื่อหาเป็นข้อสรุปใน พฤติกรรม หรือ เหตุการณ์
แต่ในปัจจุบัน เมื่อวิทยาศาตร์ (ตะวันตก) เริ่มศึกษา ธรรมชาติในแนวทางของ พุทธ,เต๋า,เซ็น โดยเอาการปฏิบัติ ตามแนวตะวันออกมาทดลอง และวัดผลออกมาทางวิทยาศาตร์(ในแง่ของการบันทึก,ผล) ทำให้ วิทยาศาตร์ ได้เห็นความสัมพันธ์ของจิต ที่ส่งผลต่อร่างกาย หรือ ความคิด (ทางกายภาพ)

ทำให้ได้ข้อสรุปพอสังเขป จากการอ่านของผู้เขียน

ความคิดบวก/มองโลกในแง่ดี จะส่งเสริมทางด้านจินตนการ ทำให้คนเรามีกำลังใจ มีความพยายามที่จะทำให้สำเร็จ โดยเอาเป้าหมายมาเป็นที่ตั้ง ใช้ศิลปะหรือจินตนาการ วาดภาพความสำเร็จในอนาคต เป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต หรือทำกิจกรรมหนึ่งๆให้สำเร็จ ซึ่งวิทยาศาตร์พบว่า มันมาจากสมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่ตรงนี้ รวมถึงสารเคมีเอนโดรฟีน ซึ่งทำให้รู็สึกผ่อนคลายเมื่อได้ทำตามที่หวังไว้ และมีผลทำให้ร่างกายผ่อนคลาย มีความพร้อมที่จะเผชิญปัญหา รวมถึงจิตใจที่ฮึดสู้ (กำลังใจดีสุดๆ) สรุปว่า กระทำตามแรงดึงดูด เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย

ความคิดลบ/มองโลกในแง่ร้าย จะมาจาการคิดเชิงตรรกะ มองที่พื้นฐานของความเป็นจริง และคำนวณตามประสบการณ์ทีมีในแต่ละคน ต่อสถาณการณ์หนึ่งๆว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะประสบผลสำเร็จ เรียกง่ายๆว่า มองที่องค์ประกอบของปัจจัย ว่าเป็นเครื่องมือที่ดีพอที่จะทำกิจกรรมนั้นๆให้ประสบผลสำเร็จได้หรือไม่ แต่จะมองในแง่ของความเสี่ยง หรือ ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ่น ซึ่งมาจากสมองซีกขวา และ จะเกิดสารเคมี อะดรีนาลิน เป็นสารที่จะกระตุ้น จิตใจและร่างกายให้แสดงออกตามแรงขับด้านลบ และดึงพลังงานออกจากอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดการอ่อนเพลีย เครียดในขณะดำเนินกิจกรรมนั้นๆ สรุปว่า กระทำตามภาระที่เป็นแรงผลัก

คำถามที่น่าสนใจคือ เราจะใช้สิ่งใดมาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน ในเมื่อการมองโลกในแง่บวก อาจจะทำให้เราพลาดพลั้งได้ง่าย ในทางตรงข้ามการมองโลกในแง่ลบก็จะทำให้เราไม่กล้าที่จะทำกิจกรรมใดๆ หรือดำรงชีวิตอยู่ด้วยความห่อเหี่ยว

ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดคงจะเป็นในแนวทาง พุทธ ว่า เราควรจะต้องฝึกควบคุมจิตให้อยู่ตรงกลาง เพื่อไม่ให้เบี่ยงเบนไปในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป แต่ถ้ากล่าวในเชิงของคนปกติที่ไม่ได้เป็นพระ ก็คือ ทำจิตใจให้อยู่ในสมาธิ มองชีวิตในแง่บวก แต่ดำรงตนในทางที่ไม่ประมาท , เพราะหาก คนเราไร้ซึ่งแรงดึงดููด จากเป้าหมาย หรือความฝัน ชีวิตเราก็คงเหมือนเรือที่ลอยกลางทะเล โดยไร้เข็มทิศ และหากเรา ดำรงชีวิตโดยประมาท ชีวิตเราก็คงเป็นเรือที่มีเข็มทิศ มีกำลังขับเต็มที่ แต่ขาดซึ่ง หางเสือและสมอ ที่จะคอยกำหนด ก้าวย่างของชีวิต และ ปราศจากระบบควบคุมความปลอดภัย

ใช้ชีวิตให้มีเป้าหมาย เพื่อมีแรงดึงดูด มองชีวิตให้ไม่ประมาทจนเกินไป / หรือ อย่ากลัวจนเหมือนกับว่า มีภาระหนักอึ้ง ....... ซึ่งก็คือ ทางสายกลาง

Sunday, May 8, 2011

ลัดดาแลนด์ (&House)

ลัดดาแลนด์ เป็นหนังผีไทยเรื่องแรกที่ผู้เขียนจ่ายตังค์เข้าไปดูในโรงภาพยนต์เป็นเรื่องแรก
เนื่องด้วยเป็นคนกลัวผีมาแต่ไหนแต่ไร และมักจะคิดว่ามีวิญญาณอยู่อีกโลกแต่เป็นโลกเสมือน และอาจจะมาเยี่ยมเยียนเราเป็นบางครั้ง หากภาวะร่างกายและจิตใจเราเปิดช่องว่างของสองโลกออก และอีกเหตุผลหนึ่งคือ หนังผีเอเชีย มันใกล้ตัวมากๆ แต่แปลกที่ดูหนังผีฝรั่งได้แฮะ

จุดสนใจของลัดดาแลนด์ที่ดึงดูดให้ผู้เขียนยอมจ่ายตังค์คือ ดารานำเป็นพี่ก้อง นูโวและคุณป๊อก เนื่องจากทั้งสองคนเป็นดาราที่มีประสบการณ์การแสดงเป็นอย่างดี รวมถึงกระแสโปรโมตว่า ผกก.เป็นคนเดียวกับที่เขียนบท ชัตเตอร์และแฝด ซึ่งเป็นหนังผีที่ผู้เขียนดูแล้วรู้สึกสยองเป็นอย่างยิ่ง บวกกับการได้ดูหนังตัวอย่างและคิดว่าน่าสนใจ เลยยอมควักตังค์เข้าไปดู

ลัดดาแลนด์เป็นหนังที่ผู้สร้างได้แรงดลใจจากตำนานผีของลัดดาแลนด์ที่เชียงใหม่ ซึ่งสถาณที่จริงเป็นเหมือนสวนสามพรานที่สมุทรสาคร แต่ได้ปิดตัวลง คงเพราะผกก.ไม่อยากโดนฟ้องจากทายาท เลยปรับสถาณที่ของหนังเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งชานเมืองเชียงใหม่ ซึ่งดูจากแบบของบ้านทั้งภายในและภายนอกตัวบ้านแล้ว เหมือนหมู่บ้านดังโครงการใหญ่

หนังเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวมีปมด้อยจากการโดนดูถูกจากแม่ยาย ว่าไม่สามารถที่จะดูแลครอบครัวได้ดี เมื่อได้โอกาสทำงานที่เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ต้องย้ายมาอยู่เชียงใหม่ แต่สามารถจะซื้อบ้านได้ก็ยอมพาครอบครัวมาอยู่ที่เชียงใหม่ โดยมีปูมหลังว่าลูกสาวคนโต ได้รับอิทธิพลความรับจากย่าให้รังเกียจพ่อของตน และภรรยาลาออกจากงานเดิม โดยมีหัวหน้างานพัวพันด้านชู้สาว

หนังโยงเรื่องสยองขวัญโดยเริ่มจากคนงานพม่าที่ถูกฆ่าตายในหมู่บ้านจากน้ำมือโจร และกลายมาเป็นวิญญาณคอยหลอกหลอนคนในหมู่บ้าน และโยงเรื่องเข้ามาหาปัญหาครอบครัวของคุณก้อง โดยใช้ปมด้อยของพ่อ และความรังเกียจของลูกมาผูกกับวิญญาณคนใช้ ซึ่งทำให้ปัญหาครอบครัวแย่ลงไปกว่าเดิม

แต่หนังไม่ได้บอกที่มาที่ไปของวิญญาณคนใช้นอกจากถูกฆาตกรรมและตามหลอกหลอนเท่านั้น แล้วจู่ๆหนังก็ไปกล่าวถึงวิญญาณคนข้างบ้าน ที่หัวหน้าครอบครัวเป็นคนอารมณร้อน มีปัญหาการเงิน ชอบใช้อารมณ์กับลูก เมีย และมีแม่ที่พิการ และเมื่อเกิดปัญหาที่แก้ไม่ได้ก็ตัดสินใจฆ่าตรรมยกครัว และฆ่าตัวตาย
และผูกเรื่องความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้านและการตามหลอกหลอน

ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนเห็นว่า บทละครอ่อนไปหน่อยในการผูกเรื่อง ของวิญญาณ และการตามหลอกหลอนคนในหมู่บ้าน แต่สิ่งทีหนังทำได้ดีคือ บทหลอนคนดูว่าเมื่อไหร่ วิญญาณจะโผล่ออกมา นี่น่าจะเป็นพรสวรรค์ของ ผกก.ไทย เพียงอย่างเดียวจริงๆที่เห็นจากหนังผีบ้านเรา แต่หนังก็สนุกพอใช้เมื่อมีดารามากประสบการณ์อย่างคุณก้องและคุณป๊อก ไม่งั้นหนังคงจะจืดไปเยอะ เพราะบทหนังมันไม่ส่ง

อีกเรื่องที่ผู้เขียนอยากบอกคือ ใครที่อยู่บ้านแลนด์ฯ และสภาพบ้านออกจะเก่า แล้วเพื่อนบ้านไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ แนะนำว่าอย่าไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะคุณอาจจะหลอนๆเวลาเข้าบ้านดึกๆ ^^

Thursday, May 5, 2011

apple fever

กระแส iPad2 ในไทยกำลังมาแรงมากสสส์ ซึ่งกำหนดที่จะเปิดตัวน่าจะเป็น July-Aug 2011 ซึ่งถือว่าการเปิดตัว 6 May 2011 ถือว่ามาเร็วกว่ากำหนดหลายเดือน แต่ที่น่าสังเกตคือ การเปิดตัวครั้งนี้มีการกระจายสินค้าไปตามร้าน Power buy , iStudio ซึ่งปกติจะเปิดตัวเพียง iStudio
มีข้อสังเกตุที่น่าพิจรารณาว่า ประเทศสารขันธ์ที่ยังไม่มี 3G ทำไมถึงได้มีการเปิดตัวสินค้าของ apple ไวและเยอะกว่าที่คาด

๑ ประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้บริโภคเบอร์หนึ่งเกิดภัยพิบัติ
๒ จำนวนคู่แข่งในตลาดแท็บเล็ตมีจำนวเพิ่มขึ้นหลายเจ้า
๓ ปริมาณคนใช้สินค้าของ apple เพิ่มขึ้นเยอะกว่าการคาดการณ์
ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลในสองข้อแรกทำให้การเปิดตัวในไทยของ iPad มาเร็วขึ้น
แต่ทำไม iPad หรือ ผลิตภัณฑ์ของ apple จึงเป็น fever และเป็น phenomenal บนโลกกลมๆใบนี้

นั่นเพราะ apple มี Steve jobs ครับ ตาจ๊อบได้ชื่อว่าเป็นคนที่มองผู้ใช้หรือ User ได้ทะลุปรุโปร่ง
โดยมองว่า เทคโนโลยีต้องสนับสนุนการใช้งานให้ง่าย ไม่ใช่ทำให้ผู้ใช้เป็นเซียน
เพราะตาจ๊อบส์รู้ว่าใน technology 100% ที่มี ผู้ใช้จะพอใจเพียงการใช้ 20% ของ technology เท่านั้น
เช่น touch screen ขั้นเทพ , การ Access social network ที่ง่าย ไม่ว่าจะเป็น twitter facebook msn และโปรแกรมช่วยให้ชีวิตดูง่าย เช่น google map , weather และ ความเร็วในการเข้าเว็บของ safari + Games
เพราะจริงๆแล้วผลิตภัณฑ์ของ apple สามารถใช้งานได้เยอะกว่าโปรแกรมที่กล่าวมา หรือ มีเทคโนโลยีที่อัดแน่นกว่าที่ผู้ซื้อหลายคนคิด แต่คนส่วนใหญ่ก็พอใจจะจ่ายแพงกว่า product ประเภทเดียวกันจาก brand อื่นเพียงเพื่อเสพความมสุดยอดที่ apple มอบให้

อีกเรื่องที่แตกต่างจาก brand อื่นคือ ตาจ๊อบส์ใช้ตัวเองเป็น presenter โดยนำเสนอบุคลิกของเขาที่แต่งตัวง่ายๆ เป็นผู้ใช้ที่ดูพื้นๆ เหมือนคนทั่วๆไป แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงประสบการณ์สุดพิเศษ และ technolนgy ขั้นเทพ นั่นทำตาจ๊อบส์เป็นตัวแทนของผู้ซื้อส่วนใหญ่ ที่ไม่ใช่เซียน technology แต่สามารถเข้าถึงได้ง่าย
รวมถึงการสนับสนุนหลังการขายของ iStudio ที่เป็นเหมือน help desk ของผู้ใช้ทั่วโลก ซึ่งโดยความเป็นจริงหากผู้ซื้อ ซื้อทุกอย่างด้วยการจ่ายค่าลิขสิทธ์เหมือนจ่ายให้ apple ใน product brand อื่น ผู้ใช้ก็จะได้ความสะดวกสบายไม่ต่างกัน แต่เนื่องจาก brand อื่นไม่มี help desk ที่ชัดเจน นั่นทำให้ apple แตกต่าง

และที่น่าสนใจคือ product life cycle ของ apple จะทยอยออกสู่ตลาดในทุกๆ 6-8 เดือน ไม่ว่าจะเป็น model change หรือ minor change โดยเรียงลำดับตั้งแต่มี iPod , iPhone ซีรี่แรกๆ
iPod touch, iPhone--->iPhone3G , new iPod touch--->iPad1
iPhone3Gs , iPod touch2--->iPhone4--->iPad2
ซึ่งจะห่างกันในระยะเวลาไม่นาน และจะมีการปั่นกระแสก่อนที่ product จะออกสู่ตลาดประมาณ 1-2 เดือน

นั่นทำให้ apple product ยังเป็น phenomenal อยู่คู่กับสังคมโลก เป็นเวลากว่า2ทศวรรษ ตั้งแต่ตาจ๊อบส์กลับมาเป็นผู้บริหารอีกครั้ง