Monday, January 31, 2011

twitter นกกระจิบกินน้ำ

twitt มาจากรากศัพท์ tweet แปลว่าเสียงนกร้อง แปลเป็นภาษาไทยบ้านเราก็เรียกนกกระจิบก็แล้วกัน หุหุ

twitter ถูกออกแบบให้ส่งข้อความได้เพียง 140 ตัวอักษร เหมือนกับที่เราส่ง sms ทางโทรศัพท์ แต่เปลี่ยนการส่งไปที่เครือข่าย Internet แถมยังสามารถแนบรูป และระบุตำแหน่งที่อยู่ของเราได้ (ขึ้นอยู่กับความสามารถของอุปกรณ์ที่เราใช้)

หลักการของ twitter คือ หากเราเป็นคนที่มี twitt name และเริ่มทำการ twitt ออกไป บุคคลอื่นสามารถที่จะเห็นข้อความของเราได้โดย
ก.) search หาข้อความของเราผ่าน เว็บไซด์
ข.) follow หรือติดตาม twitter ของเรา ซึ่งทุกครั้งที่เราทำการ twitt ออกไปคนเหล่านี้ก็จะได้รับข้อความจากเรา
ซึ่งเราสามารถตั้งค่าความปลอดภัยได้ว่า จะให้ใคร follow เราก็ได้ (มีความเป็นส่วนตัว ไปทำไม???)

ส่วนในการตอบกลับ ข้อความถึงคนส่งแบบว่า โดนใจก็จะมีหลาย option ให้เลือก
reply , reply all : ตอบกลับข้อความเป็นส่วนบุคคล หรือ รายกลุ่มก็ได้
RT หรือ reply twitt : เป็นการส่งข้อความกลับถึงผู้ส่งคนแรก และ ทำการ twitt ต่อให้ follower ของเรา

แล้วเราจะ twitt / follow ใคร???
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการไป follow เหล่า เซเลบ หรือ ซุปตาร์ (บ้านเราชอบครีเอทศัพแปลกๆ มิน่าเด็กไทยไม่เก่ง Eสักที) หรือจะติดตามนักข่าว ก็ได้นะครับ ถือว่าไม่ต้องไปเสียตังค์สมัคร sms-news เดือนละ 30บาท แต่จ่ายค่า internet package ปาไปเดือนละ 100 บาท ฮ่าๆๆๆ
อีกบางส่วนก็คือการ follow เพื่อนๆในกลุ่ม หรือ เพื่อนที่อยู่ต่างถิ่นแดนไกล เหมือนกับเราเล่น fb / msn

ทำไมถึงฮิต???
ข้อแรก : ส่งข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรทำให้ ไม่เสียเวลามาก ใช้คำกระชับ รวดเร็ว บางครั้งข่าวจาก twitter มาเร็วกว่าข่าวด่วน ทางทีวี หรือ บริการ sms ซะอีก
ข้อสอง : สามารถเลือกที่จะเปิดอ่านตอนไหนก็ได้(อ่านจากเว็บ) ยิ่งเป็นมือถือ smart phone จะมีระบบ push เข้ามาหาทุกครั้งที่มีการ twitt ยิ่งจะสามารถได้รับข้อมูล ได้รวดเร็ว
ข้อสาม : คนรับ ไม่จำเป็นต้องตอบกลับก็ได้ เพราะถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล / คนส่งก็อยากจะส่งอะไรก็ได้ ถ้าไม่พอใจ ก็อย่ามา follow สิ , เหตุผลข้อนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว
ข้อสี่ : เป็นที่ระบายความอัดอั้นตันใจของเหล่า เซเลบ,ซุปตาร์ ทั้งหลาย เพราะ twitter ถือเป็นสิทธิส่วนบุุคคล ที่อยากจะแชร์ให้คนรับรู้
ข้อห้า : ด้วยเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายผ่านมือถือสมาร์ทโฟน ทำให้คุณสามารถtwitt ได้ในขณะรถติด หรือ อยู่ในสภาวะที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากเล่นโทรศัพท์ , ผมชอบรายงาน งานแต่ง(คนไม่รู้จัก)ผ่านtwitter อารมณ์เหมือนเป็นผู้สื่อข่าว
ข้อหก : เดี๋ยวนี้ twitter สามารถแชร์ข้อความผ่าน social network อื่น เช่น fb ทำให้ไม่ต้องไปพิมพ์ซ้ำ เพราะบางที(ย้ำว่าบางที) คนที่มีทั้ง twitter / fb ก็ขี้เกียจพิมพ์ขอความซ้ำกัน วิธีนี้เลยสะดวกมากๆ ประมาณซื้อ 1 แถม 1

แต่ก็ควรจะระวังเรื่องการรับข้อมูลข่าวสารด้วยนะครับ เพราะว่า twitter เป็นอะไรที่ใครๆ ก็สามารถส่งข้อความบนInternet ได้ ไม่ได้มีการตรวจสอบการลงทะเบียน ว่าเป็นตัวจริงตัวปลอม ช่วงวนิดากำลังฮิต มี twitt name พันตรีประจักษ์ ด้วยซ้ำ ไม่รู้หลุดออกมาจาก นิยายตอนไหน

โดยเฉพาะข่าว นี่แหละสำคัญ บางครั้งก็เป็นข่าวลวง ข่าวปล่อย ข่าวลือ ฯลฯ หรือการบริโภคข้อมูลเดิม ซ้ำๆ เพราะเหล่า ซุปตาร์ / เซเลบ เนี่ยเค้าจะ follow กันไปมา เวลามีข้อความโดนใจ หรือ การฝากประชาสัมพันธ์ RT คุณจะได้รับข้อความเดิม ไม่ต่ำกว่า 5-10 ข้อความ (ขึ้นกับจำนวน เซเลบที่คุณไป follow น่ะแหละ)

สื่อสังคมออนไลน์แบบนี้ตอบโจทย์ รูปแบบชีวิตใครได้ก็ใช้กันไปครับ เพราะก็มีหลายคนที่ไม่ใช้ twitter ก็ไม่เป็นไร เหมือนกับเราสนใจอ่านมติชนฯ แต่ พ่อแม่เราอ่านไทยรัฐน่ะแหละ อย่าไปคิดว่า out / เชย ถ้าไม่มีอะไรพวกนี้
เพราะบางครั้งการใช้ชีวิตกับ สื่อสังคมออนไลน์มากๆ จะกลายเป็นเราบกพร่องกับชีวิตจริงของตัวเองมากกว่า......

วินัยจราจรกับคนไทย

ทำอะไรมีวินัยคือไทยแท้???

ขับรถช้าอยู่เลนขวา
กำหนดความเร็วรถไม่เกิน 90 km/hr แต่ความเร็วเฉลี่ยที่ขับบนทางหลวงคือ 110-130 km/hr
ขับมอเตอร์ไซค์ ไม่สวมหมวกกันน็อค
เมาแล้วขับ ขับรถซิ่ง
ขับรถเจอทางแยก ใครดีใครได้ ใครเร็วไปก่อน

ถ้าจะให้พูดเรื่อง วินัยจราจรกับคนไทย ว่ามีอะไรบ้างที่คนไทย เราๆท่านๆ หรือแม้แต่ผมที่ทำผิดอยู่บ่อยๆ ก็บอกได้เลยว่า เขียนไม่มีวันหมดแหงๆ
เพราะเรื่อง ทำตัวสบายๆ ไม่มีกติกา เห็นแก่ตัวบนท้องถนน ไม่รู้กฏจราจรแต่มีใบขับขี่ เป็นอะไรที่อยู่คู่สังคมบ้านเรามานาน
อาจจะบอกได้ว่าถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เช่น
ตอนเราเล็กๆไปกับที่บ้านเวลาขับรถ มีคนเดินข้ามทางม้าลาย พ่อเราก็ไม่เคยจอด
โตขึ้นมาหน่อย หัดขับมอเตอร์ไซด์ แค่เริ่มหัดหมวกกันน๊อคก็ไม่สอน-ไม่ใส่ สอนแต่ว่าต้องขับยังไง สตาร์ทตรงไหน
พอขับรถยนต์ ไปหัดขับบนทางหลวงโดยไม่มีใบขับขี่ ไม่ต้องพูดถึงตอนที่สอบไม่ผ่าน ก็จะหาทางจ่ายตังค์เพื่อได้ใบขับขี่

สังเกตุไหมครับว่า เราให้ความสำคัญกับการทำสิ่งที่ถูกและเพื่อความปลอดภัยน้อยมาก ฝรั่งให้ลูกขับจักรยานยังให้สวมหมวดกันน๊อคเลย

ที่เป็นอย่างนี้วิเคราะห์ได้ว่า คนไทยรักสบาย ง่ายๆ ชิลๆ มากไปหน่อย
มองความปลอดภัยเป็นเรื่องเล็ก หรือละเลยไป แล้วเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็จะโทษดวง!!!
ใช่แล้ว ดวงซวยจริงๆที่โดนตำรวจจับใบขับขี่ ซวยจริงๆที่โดนรถกระบะเฉี่ยวมอไซค์ล้มหัวแตก

อีกเหตุผลหนึ่งคือ คนไทยเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่สังคมส่วนรวม เพราะถ้าเราเห็นแก่ส่วนรวม ไม่ต้องไปพูดถึงประเทศชาติหรอกครับ เอาแค่เห็นแก่คนในครอบครัว เราต้องคิดแล้วว่า หากเราเป็นอะไรไป คนที่ต้องดูแลเราก็คือคนในครอบครัว

คนไทยมีสุภาษิตว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา (เค้าว่าเอามาจากหนังจีน) ที่จดจำในสมองเราไปแล้ว มันจริงนะครับ โดยเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาบอกได้เลยว่า ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์หลายครั้ง ก็ทำให้ขับรถระมัดระวังขึ้นเยอะ ไม่ดื่ม คาดเข็มขัดนิรภัย
แต่ทำไม ต้องรอให้มีงานศพก่อนแล้ว ค่อยหลั่งน้ำตาหรือมานั่งแก้ไขสิ่งต่างๆ

ทางที่ดีเราควรจะช่วยกันป้องกัน ไม่ดีกว่าหรือ ทุกคนก็รู้ว่า เมาแล้วขับมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น ขับรถไม่คาดเข็มขัดนิรภัยหากเกิดอุบัติเหตุก็จะมีความเสียหายร้ายแรง หรือ ขับมอไซค์ไม่สวมหมวกกันน๊อค หากถูกรถชน ไม่บาดเจ็บสาหัสก็ถึงขั้นเสียชีวิต

นอกจากการป้องกันแล้ว วินัยจราจร และความพร้อมของยานพาหนะเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ และปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดเหตุสุดวิสัย

แต่ที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นได้ง่ายคือ ความมีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง และสังคมส่วนรวม
หากเรามีน้ำใจ เราก็จะให้รถคันอื่นแซงไปก่อน เค้าอยากเร็วช่างเค้า
หากเรามีน้ำใจ เราก็จะหยุดรถเมื่อเจอทางแยก ไม่ต้องแย่งกันผ่านทางแยกและชนกันเอง
หากเรามีน้ำใจ เราก็จะหยุดรถให้คนเดินข้ามทางม้าลาย ไม่ต้องให้เค้าเสี่ยงวิ่งตัดหน้ารถ เพราะไม่มีรถคันไหนหยุด
หากเรามีน้ำใจ เราก็จะขับรถด้วยความไม่ประมาท และรักษาวินัยจราจรได้ด้วยตัวเราเอง

เปลี่ยนเถอะครับ ทำอะไรสบายๆคือไทยแท้ , ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เปลี่ยนเป็น ทำอะไรมีวินัยคือไทยแท้ และ กันไว้ดีกว่าแก้

แล้วต่อไปเราก็จะไม่ต้องมานับศพคนตายเวลามีเทศกาลปีใหม่ หรือ สงกรานต์

Saturday, January 29, 2011

แดจังกึม กับเรื่องเล่าแบบเกาหลี

แดจังกึม ละครซี่รี่ย์เกาหลี เรื่องแรกๆที่ถูกนำเข้ามาฉายในไทย โดยTV3 เป็นละคร period ที่บอกเล่าเรื่องราวของชาววังสมัยโชซอน ผ่านเรื่องราวของการทำอาหาร

ละคร หรือ หนังของเกาหลี เป็นการทำการตลาดผ่านเรื่องเล่าของประเทศในแง่มุมต่างๆ ได้อย่างแยบยล และกระตุ้นให้คนดูติดตาม เคยอ่านเจอในมติชนสุดสัปดาห์ว่ารัฐมนตรีการท่องเที่ยวเกาหลีเป็นผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับภาพยนต์

เล่ามาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่า มิน่า ละคร/หนังเกาหลีจึงใช้ สถานที่ต่างๆมาผูกโยงกับละคร เพื่อเป็นการโปรโมตประเทศ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง

แต่อยากจะเล่าอีกมุมมองหนึ่งให้ฟังว่า เนื้อหา/ธีม/บทละครของเกาหลี ค่อนข้างจะมีมุมมองทีแปลกใหม่ แถมยังเพิ่มอารมณ์ฮา เศร้า ในแต่ละตอนของเรื่องได้อย่างลงตัว ยกตัวอย่าง แดจังกึม จะมีบทเศร้าสะเทือนใจ บทตลก หรือ บทวิชาการทำอาหารได้อย่าลงตัว ซึ่งทำให้ บทละคร ส่งให้เนื่อหา วิธีการและ สถานที่ถูกนำเสนอได้อย่างน่าสนใจและติดตาม

ยกตัวอย่างหนังเรื่อง the president ที่เล่าเรื่องราวส่วนตัวของท่านผู้นำใน มุมมองที่แปลก/ตลก เช่น ปธน.หนุ่มเดินคู่กับแฟนสาวแล้วเผอตด เพราะความตื่นเต้น , ปธน.สูงวัย มอบรางวัลล๊อตเตอรี่แจ๊คพ้อท ให้สาธารณะเพราะไม่อยากให้เสียชื่อด้านความซื่อตรง หรือ ปธน.หญิง ที่รักสามีมากจนถึงกลับยอมขับรถตามหาสามีด้วยตัวเอง(จริงๆใช้ รปภ.ก็ได้)

กลับมาที่แดจังกึม ดูก็รู้่ว่าขั้นตอนการทำอาหารคือ การตัดต่อ แต่ด้วยสาระ ของการปรุงอาหาร เพื่อสุขภาพและความอร่อย รวมถึง วิธีการจัดเตรียมอาหาร ทำให้คนดู ได้ความรู้เพิ่มเติม และสอดแทรก คุณธรรมที่ดีให้คนดูได้รับรู้ผ่านบุคลิกตัวละคร

เกาหลี สร้างชาติด้วยละคร นำเสนอชาติ ด้วยละคร และ นักร้อง นักแสดง ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ก่อนหน้าเกือบ30ปี
ญี่ปุ่น สร้างชาติด้วย การ์ตูน 20ปีก่อน จนถึงปัจจุบัน เด็กไทยจะรู้จัก ซึบาสะ พอๆกับ ปิยะพงษ์ , รู้จักโดเรมอน ก่อน สุดสาคร รวมถึง รู้จัก ดรากอนบอล ก่อน รามเกียรติ์

ตอนนี้เกาหลี ญี่ปุ่น ก้าวหน้าไปอีกด้วยการทำรายการ วิทยาศาตร์ อย่าง sponge หรือ รายการส่งเสริมไอเดีย อย่าง เกมส์ซ่าท้ากึ๋น หรือ TV แชมเปี้ยน

แล้วประเทศไทยของเราล่ะ อืม... คิดๆๆๆ ละครเราที่คนดูเยอะๆก็น้ำเน่า หนังเราที่ทำเงินก็ หนังตลก กับหนังยองขวัญ การ์ตูนของเราที่พอจะขายได้ก็ ขายหัวเราะ แย่แล้ว แล้วเมื่อไหร่ชาติเราจะเจริญทัดเทียมประเทศอื่น

อยุธยาไม่สิ้นคนดี ฉันใด ประเทศเราก็ยังมีความหวังฉันนั้น ทุกวันนี้ ผมยังคิดถึงรายการดีๆสมันเป็นเด็ก อย่าง เจ้าขุนทอง 180IQ โต้คามรมณ์มัธยมศึกษา หรือ หนังไทยโบราณ เช่น หนุมารกับอุลตร้าแมน

ปัจจุบันดีที่เรายังมี คนค้นคน สุริวิภา เจาะใจ SME ตีแตก เกมทศกัณฑ์ กบนอกกะลา ซึ่งมาจาก creative สองค่ายใหญ่ JSL , Workpoint (มาจาก JSL)
แต่อยากให้มีรายการแบบนี้เกิดขึ้นเยอะๆ เพื่อพัฒนาเยาวชน อย่าง 180IQ ยังไงก็ไม่ out แต่อาจจะต้องปรับรูปแบบใหม่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่สนใจมากขึ้น และปรับช่วงเวลามา primetime ให้เยาวชนได้ดูเยอะ ลดสัดส่วนของละครลง ยกเลิกการถ่ายทอดการประชุมสภาฯ ซะ เพราะเปิดดูทีไรก็เสียจริต มานั่งดูสส.ด่ากันด้วยคำหยาบ พูดจาเสียดสี ไม่ก็สภาล่ม

ช่วยกันครับ ช่วยกันสร้างชาติ แล้ววันนึงไทยจะกลับไปอยู่แถวหน้าของ asia (ปัจจุบันเราอยู่ที่ 3 หรือ 4 ของอาเซียน ตามหลัง สิงคโปร์ กับ มาเลฯ)

dream & target

ฝัน กับ เป้าหมาย
หลายคนคงคิดว่าสองคำนี้คือเรื่องเดียวกัน แต่เปล่าเลย 2 คำนี้ สามารถที่จะตีความได้ว่าเหมือน หรือ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อยู่ที่มุมมองของคนใช้ และการกระทำของผู้พูด

ฝัน จะเป็นจริง เมื่อเราลงมือทำทุกสิ่งเพื่อไล่ล่ามัน
ฝัน จะเป็นฝันกลางวัน กลางคืน กลางแดด ก็เมื่อเราพร่ำเพ้อ พูดว่า เราอยากได้ เราอยากเป็น ดังฝัน

เป้าหมาย จะเป็นจริง เมื่อเราวางแผน ลงมือทำ และประเมินตนเองว่าเข้าใกล้ฝันหรือยัง
เป้าหมาย จะยังเป็นข้อความสวยหรู ถ้าเรายังเพียงเขียนมันออกมา และนั่งมอง

เคยมีฝันไหมครับ ตอบได้เลยว่าทุกคนมี แต่จะมีกี่คนที่ไล่ล่าฝัน ผมคนนึงล่ะที่ไม่เคยไล่ล่าฝัน เพราะยังหาฝันไม่เจอ
เคยมีเป้าหมายไหมครับ ตอบได้เลยว่ามี และทำได้ด้วย แต่ทำได้เพียงเป้าหมายระยะสั้น ไม่ใช่เป้าหมายระยะยาว หรือ เป้าหมายชีวิต

คุณบัณฑิต และคุุณดำรงค์ ตั้งคำถามที่คล้ายกันคือ คนเราไม่กล้าฝัน เพราะกลัวที่จะผิดหวังกับตัวเอง ??? ถามตัวคุณนะแล้วตอบเองในใจ
ผมก็เป็นคนธรรมดาที่มีฝัน แต่ไม่กล้าบอกใครๆ เพราะกลัวจะผิดหวัง และอาย แม้วันนี้จะกลายเผยฝันบางส่วน แต่ก็ยังมองไม่เห็นทางที่มันจะเป็นจริง

แล้วจะทำยังไงดี

คุณสมคิดบอกว่า ตั้งเป้าหมายสิน้อง ประกาศให้คนรู้ กำหนดระยะเวลาที่อยากให้ฝันสำเร็จ วางแผนเป็นขั้นตอน และลงมือทำ

โอ๊ย!!! อะไรจะง่ายปานนี้ แต่อยากจะบอกว่า หลายๆคน ตกม้าตายที่ขั้นตอนแรก "เป้าหมาย"
เออ? คืออะไร เพื่ออะไร ได้เป้าหมายแล้วจะยังไง ....คิดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มที่จะสับสนกับตัวเอง

คำตอบของคำถามนี้คือ ทำอะไรที่เราทำแล้วมีความสุขที่สุด นั่นแหละเอามาเป็นเป้าหมาย จะเงินทอง จะครอบครัวแสนสุข จะเป็นการท่องเที่ยว จะเป็นสุขภาพที่ดี หรือ นิพพาน นั่นแหละเป้าหมาย

ขอกลับไปที่ ฝันและเป้าหมายอีกรอบ ใครยังจำการไปสัมภาษณ์งานได้บ้าง / หรือตอนเรียนใกล้จะจบได้บ้าง?
ที่ถามเพราะว่า นั่นคือตัวอย่างของการสร้างฝันและกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนสุด

เกรดมหาลัยผมปี 1-2 อยู่ที่ 2.01 แต่ในตอนนั้นคิดว่า ถ้าจบไม่ถึง 2.5 หมดโอกาสสมัครงานบ.ดีๆ อย่าง toyota menebea etc. ทำไงล่ะ คิดอย่างเดียว เหลืออีก 5 เทอม GPA ต้องเพิ่มเรื่อยๆ หลังจากนั้น วงจรชีวิตแมลงสาบก็เริ่มขึ้น
เป้าหมาย GPA 2.50 ภายใน 5 เทอม ตอนนั้น 2.10 ที่ ปี2/1
ระยะเวลา 2 1/2 ปี
วิธีการ เรียน - ระหว่างรอเรียนเข้าห้องสมุด (ไปหลับเป็นส่วนใหญ่ แต่พอตื่นก็เช็ดน้ำลายและอ่านหนังสือ) เกาะกระแสเพื่อนกลุ่มที่ขยัน ไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือทำงานส่งอ. และ กิจกรรมสุดฮิต เข้ามาอ่านหนังสือที่คณะ 3ทุ่ม-6ทุ่ม (อ่านหนังสือที่บ้านไม่ได้ จะมีตัวขี้เกียจกระโดดเกาะ)
ทำอยู่อย่างนี้ ทุกเดือน ทุกเทอม GPA ก็ค่อยๆเพิ่ม 2.10-2.22-2.30-2.35-2.41-2.51 โอ้ พอดีเป๊ะ

การสัมภาษณ์งาน ใครเป็นยังไงไม่รู้ แต่สำหรับผม แค่ยื่น resume ก็คิดแล้วว่าถ้าเค้าเรียกสัมภาษณ์ จะหาเรื่องลางานยังไง จะเตรียมอะไรไปพูดทั้งภาษาไทย-อังกฤษ ถ้าได้ทำงานที่นั่นจะไปพักไหน จะไปทำงานยังไง ฯลฯ
เป้าหมาย สมัครงาน STM
ระยะเวลา สัมภาษณ์ให้ผ่านเร็วที่สุด / วางแผนลางาน ป่วย-รถเข้าศูนย์ สารพัดจะนึกออก
วิธีการ ซ้อมการสัมภาษณ์/หาข้อมูลบ.ในเว็บ/เตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่จะโดนถาม
แล้วก็ไปสัมภาษณ์ , จำเหตุการณ์วันนั้นได้เลย
MR.B : คุณทำมาสมัครงานเพื่ออะไร
me : เพื่อหาประสบการณ์ครับ
MR.B : โอ๊ย ไม่เชื่อหรอก บอกมาตามตรงอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่ หรือจะเอาแต่ประสบการณ์ เงินเดือนไม่เยอะน่ะเอาไหม?
me : เหงื่อแตก! เงินก็อยากได้ครับแต่ก็อยากหาประสบการณ์กลับบ.ใหญ่ๆ (ยังแถ)
MR.B : ถามเป็นภาษา E
me : ตอบเป็นภาษา E อย่างที่เตี๊ยมมา
MR.B : พอๆ ถามไทยดีกว่า ภาษาอังกฤษคุณมันฟังไม่รู้เรื่อง
me : คิดในใจ พอๆกันล่ะว๊า พูดในลำคอ หาว่ากูพูดไม่รู้เรื่อง ซ้อมมาเกือบตาย
MR.B : ทำไมเกรดคุณน้อยจัง
me : ครับ แต่อยากให้ดู 4 เทอมหลัง เกรดผมมากกว่า 2.8 นะครับ เต็มที่แล้วครับ

สัมภาษณ์เสร็จก็บอกศาลา ไม่ได้แหงๆ ไปกวนตีนเขาขนาดนั้น แต่ขอโทษ โทรมาตามนะครับ แต่ตอนนั้นได้อีกที่เลยหยิ่ง

เป็นตัวอย่างที่พอหวนรำลึกถึง ก็ได้ข้อคิดเหมือนที่คนเก่งๆหลายคนแนะนำ คือ
มีภาพในใจที่ชัดเจน ของความฝันหรือเป้าหมาย
เตรียมความพร้อมของเราให้ดีที่สุด
ลงมือทำทันที วางแผนและทำตามขั้นตอน
และสุดท้ายก็จะได้ตามฝันและเป้าหมาย

ระหว่างทางอาจจะมีปัญหา อุปสรรค ต้องล้ม แต่ก็เพื่อที่จะลุก ทุกสิ่งที่เกิดแก่ตัวเรา เราเลือกเอง ไม่ใช่บุญวาสนา ไม่ใช่โชค
ไม่เคยมีใครนั่งอยู่บ้านเฉยๆแล้วเก็บเงินแสน เงินล้านได้ / taxi ทีเก็บเงินแสนได้ เพราะขับรถออกมารับผู้โดยสาร
สามล้อถูกหวย ไม่ใช่คนที่เก็บหวยได้แล้วถูก แต่คือคนที่เลือกซื้อหวย

อย่าไปอิจฉาใครที่ประสบความสำเร็จมากกว่า อย่าไปพูดว่าเพราะเขาโชคดี เพียงเพื่อปิดบังความต้องการของตน
จงกล้าฝัน และลงมือทำ วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ไม่ได้ ซักวันก็จะต้องได้

Thursday, January 27, 2011

the story

the story จะเป็น blog ที่เอาทุกเรื่องที่ได้สัมผัส มาเล่าใหม่ในมุมมองของเจ้าของ blog ก็คือเรานั่นเอง
แรงบันดาลใจมาจาก คุณใบพัด "อิสรภาพ คือการถูกขังในกรงที่เรารัก"
รักที่จะคิด มอง สิ่งต่างๆในมุมมองที่เป็นส่วนตัว
รักที่จะพูดตรงๆ เข้าขั้นปากปีพุดเดิ้ล
รักที่จะไม่แคร์สื่อ
รักที่จะเขียน/เล่าเรื่องราว ให้ทุกๆคนได้อ่านและรับรู้

เคยคิดจะเขียนไดอารี่ และลองเขียนแต่ก็มาคิดว่า เขียนไปก็อ่านคนเดียว สู้เขียนให้คนอื่นอ่านไม่ได้
จึงตัดสินใจที่จะลองเขียน blog เพื่อเล่าเรื่องราวสู่สาธารณะชน

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่เข้ามาเป็น follower (หน้าม้า) เพื่อให้กำลังใจ และขอ comment ด้วยนะครับ เพื่อพัฒนางานเขียนรวมถึง แลกเปลี่ยนความคิด มุมมอง
ขอบคุณ Internet ที่ทำให้มีพื้นที่อันไม่จำกัดที่จะบอกเล่าเรื่องราว
ขอบคุณ netbook samsung ที่คอยรองรับ นิ้วมืออ้วนๆของเรา
ขอบคุณ คุณใบพัด คุณบัณฑิต คุณดำรงค์ คุณโจ มณฑาณี และ คุณสมคิด ที่เป็นแบบอย่างและต้นแบบว่าคนไทยก็ทำอะไรหลายๆอย่างได้ ถ้าเรามี ฝัน เป้าหมายและรักในสิ่งที่ทำ

รวมถึง คุณตัน คุณนมอุโด๊ต คุณพิงลำพระเพลิง ที่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า คนเราไม่ต้องหน้าตาดีก็ ร่ำรวยและประสบความสำเร็จได้

และสุดท้าย คุณวงษ์ทนง .... อยากจะบอกว่าพี่เท่ มากครับ

Wednesday, January 26, 2011

communication นวัตกรรมการติดต่อสื่อสาร

ตอนแรกว่าจะเขียนต่อเรื่อง facebook ของน้อง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก(สะกดถูกไหมหว่า) แต่อยากเท้าความถึง นวัตกรรมและวิวัฒนาการ การติดต่อสื่อสารก่อนที่มันจะเป็น social network แบบทุกวันนี้ พ.ศ. 2530 - 2554 ก็คงพอ เพราะเก่ากว่านี้คนเขียนก็ไม่รู้จักแล้ว ฮ่าๆๆๆ อย่าคิดว่าจะเขียนตั้งแต่การส่งข้อความโดยนกพิราบหรือว่า ม้าเร็ว

a.) Classic สุดก็คือ จดหมาย (2530-2535) ซึ่งปัจจุบันการใช้บริการไปรษณีย์ไทยจะหนักไปทาง การแจ้งหนี้เลยทำให้คนสมัยนี้ ไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าบุรุษไปรษณีย์เท่าไหร่ โดยเฉพาะจดหมายจากเพื่อนต่างเพศ ทางจดหมาย penpal ยิ่งมาจากฝรั่ง หรือเป็น air mail from USA(จริงๆคือ ตปท. แต่ usa เพราะสมัยนู๊นเด็กๆฮิตไป AFS ; นักเรียนแรกเปลี่ยนนั่นเอง)

เนื่องจากว่าการเดินทางของจม. จะเดินทางโดยรถโดยสาร(ในประเทศ) และโดยเครื่องบิน (ต่างประเทศ) มันเลยการเป็นการตื่นเต้นของผู้รับเวลาเฝ้ารอจม. จากผู้ส่งแดนไกล สมัยนู๊นคนละจังหวัด หรือ คนละอำเภอ จม.ก็เดินทางเท่าๆกันคือ 2-3 วัน แต่หาเป็น จม.ต่างประเทศละก็ นับไปเลย 14-20 วัน ยังกับส่งทางเรือก็ไม่ปาน นั่นเลยทำให้ความตื่นเต้นมัน ทวีคูณตามจำนวนวันของการรอคอย แต่หากเป็นการรอ จม.รับรักแล้วโดนปฏิเสธล่ะก็ หลังจากอ่านจม. คุณจะเห็นคนรับ ล้มฟุบและร่ำไห้เหมือนญาติเสียกันเลยทีเดียว

b.) hi Tech ขึ้นมาหน่อยก็คือ โทรศัพท์บ้าน/ตู้(2535-2538) แต่เนื่องด้วย ค่าบริการ อันไม่ถูกเลยสำหรับคนไม่มีรายได้และพึ่งพาเงินพ่อแม่ในการร่ำเรียน การโทรศัพท์ทางไกล เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะหากถูกจับได้ว่าแอบใช้โทรศัพท์โดยไม่ขออนุญาตละก็ มีอาการหลังลายเป็นเส้นๆ หลังจากผู้ปกครองได้รับใบแจ้งหนี้ค่าโทรศัพท์กันเลยทีเดียว เมื่อก่อน rate ค่าโทรอยู่ที่ 3-18 บาท ถ้าจำไม่ผิดนะขอรับ

การโทรศัพท์สมัยก่อนก็จะเอาไว้โทรหาเพื่อน / หาสาว หาสาวนี่ลำบากหน่อย หากคุณไปจีบลูกนายทหาร ตำรวจ หรือบ้านที่หวงลูกสาว เพราะจะถูกซักประวัติถี่ยิบ จากคุณพ่อ/คุณแม่ ในกรณีที่ชื่อคุณไม่ใช่คนคุ้นเคยกับสาวเจ้าตั้งแต่อนุบาล เพราะจะถูกเพ่งเล็งว่าจะมาล่อลวงลูกสาวคนอื่น การแก้เกมส์คือ พยายามหาผู้หญิงมาต่อโทรศัพท์ให้ ใครมีญาติพี่น้องเป็นผู้หญิงก็สบายหน่อย แต่คนอย่างเราต้องอ้อนวอนคนเดินผ่านตู้ที่เป็นหญิงให้ต่อสายให้ 555 อารมณ์เหมือนโจรมุมตู้ฯ

c.) ลำดับถัดมาของการสื่อสารคือ pager (2538-2543) ผู้ให้บริการแรกๆคือ phone link;ais Hutchison ; hutch pack link; เข้าใจว่า dtac 1188 ; true ของเหล่านักศึกษาเงินน้อย เพราะสมัยนั้นมือถือ แพงมากๆๆๆๆ เครื่องละ 20,000 บาท แต่คุณสมบัติเท่าเครื่องราคา 2,000 สมัยนี้ (จอขาวดำด้วย อิอิ) ดังนั้น การสื่อสารที่พอจะควักกระปุกไปหามาใช้กับเพื่อนๆคือ pager และการใช้ pager ยี่ห้อไหนก็บ่งบอกฐานะทางบ้านซะด้วย เพราะ phone link จะแพงสุด เครือข่ายเยอะสุด รองลงมาก็ hutchison , pack link และ 1188 ตามลำดับ อ่อ ผมใช้ 1188 ถูกสุด ฮ่าๆๆๆ

การใช้ pager จะปลอดภัยกับการโดนซักประวัติ แต่ก็ยังมีอีกปัญหาให้พบเจอ เพราะว่าเราจะต้องคุยผ่าน operator เพื่อให้เค้าส่งข้อความให้ ถ้าส่งหาเพื่อนก็ง่ายหน่อย เช่น "ตอนนี้อยู่คณะแล้ว รีบมาได้" แต่ 90% จะเอาไว้ส่งข้อความหาสาว ไม่อยากเรียก sms เพราะส่งทีไร ยาวทู๊กที ต้องเรียก LMS แล้วเวลาที่ส่งข้อความหาสาวๆ ก็จะต้องบรรจงเขียนข้อความมาก่อนที่จะโทรไป operator เพราะด้นสดไม่ดี ข้อความจะไม่สมบูรณ์ และถ้าข้อความที่ส่งมันหวานมาก หรือออกแนวมุขตลกจีบสาวล่ะก็ เวลาบอก operator เสียงเราก็จะเป็นอายๆ แบบว่า "กูรู้นะมึงแอบยิ้ม" เช่น "คิดถึงนะ ทำอะไรอยู่ อยากบอกให้รู้ว่ารัก 100ล้านครั้ง" บางทีได้ยินเสียงปลายสายของ operator หัวเราะคิกคัก

อีกอย่างที่เป็นความลำบากของการใช้ pager คือ การบอกชื่อคนส่ง เพราะหากชื่อคุณมันไม่ใช่ชื่อสามัญ หรือ ชื่อโหลยอดนิยมล่ะก็ ผู้รับปลายทางจะทำหน้างงและสบถว่า"ใครส่งมาวะ" อย่างชื่อเรา lonk เวลาอ่านเป็นไทย ข้อความถึงผู้รับจะเป็น รงค์ ลง ฯลฯ จนถึงกับต้องสะกดตัวอ่านให้กันเลยทีเดียว

ในช่วงเวลาเดียวกันคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โปรแกรม on line communication (chat) อย่าง Intranet, irc , pirch ก็เป็นอะไรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพราะมันทำให้เราได้คุยกับคนอื่นๆได้ real time และสามารถสร้างห้องตามกลุ่มความสนใจได้ และทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจว่า วัยรุ่นสมัยนั้นขยันเรียนมาก เพราะว่างก็นั่งหน้าจอ พิมพ์งานยิกๆ(จริงๆคือ แชทกับเพื่อนไม่ก็จีบสาวอยู่)

d.)2544-2550 มือถือ และ e-mail
มือถือทำให้การทรมานจากการใช้บริการ sms ผ่าน pager หมดไปเพราะคุณจะสามารถพิมพ์มันได้ด้วยตัวเอง แต่ข้อจำกัดของการใช้มือถือช่วงแรกๆคือ ราคาเครื่อง และค่าบริการ จำได้เลยว่าเครื่องแรกที่ใช้คือ simen c10 ราคา 9,500 bht ค่าโทรแพงสุดที่เคยจ่ายคือ 4,500 bht/month เดือนนั้น พอได้สลิปเงินเดือนก็เดินคอตกไปจ่ายค่าบริการให้ เทมาเส็กเลยทันที เพราะเมื่อก่อนค่าโทรจะคิดตามระยะทาง rate สูงสุดคือ 16บาท/นาที ก็ใช้มัน rate นั้นแหละ

ข้อดีของมือถือคือ เราไม่ต้องจดเบอร์โทรเพื่อนๆอีกต่อไปเพราะมันสามารถบันทึก(mem;memory)ได้ แต่มันก็ทำให้เราใช้รอยหยักในสมองเราน้อยลง สมัยมัธยมจำเบอร์บ้านเพื่อนได้เป็น 10 เบอร์ เดี๋ยวนี้เบอร์พ่อยังจำไม่ได้เลย ฮา!

e-mail เป็นอะไรที่ประหยัดสุด และ เร็วสุด แต่จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราส่ง e-mail แล้วต้องโทรไปบอกคนรับว่า เปิดmail อ่านหรือยังจ๊ะ 555+ คิดแล้วก็ว่าตัวเองบ้าได้ใจ แต่สิ่งดีๆที่ e-mail มอบให้ก็คือ สามารถที่จะติดต่อเพื่อนๆทางไกลได้เร็ว และส่งได้ทีละหลายๆคน (ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึง working e-mail เพราะมันจะยาวมาก สามารถเขียนได้อีก3หน้า)

e.)2550-2554 : social network เช่น hi5, facebook, myspace, cyworld, messager program and twitter ถือได้ว่าเป็นการรวบรวม นวัตกรรมในข้อ a-d มาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะ mail , chat , call ทำได้หมด ในมือถือที่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ แต่กระบี่มือหนึ่งของ social network ก็คือ facebook/messager program เพราะสามารถทำได้ใน มือถือ นั่นทำให้ hi5 myspace cyworld ไม่เป็นที่นิยมเท่า fb ของน้องมาร์ค และ msn ของป๋าบิล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราต้องมาเสียตังค์ให้แก่เครืองมือสื่อสาร ที่แพงมากอย่าง smart phone(iphone BB) tablet pc (ipad SSG tab) หรือ netbook เพื่อให้เข้าถึงการสื่อสารในยุค 3G

social network & smart phone เป็นการย่อโลกให้เล็กลง ทำให้คนติดต่อกันได้ง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้เราใช้เวลาในการพิจจารณาและตัดสินใจ เร็วเกินไป

แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นว่า เครื่องมือในสมัยโบราณทำให้คนแต่ละยุคมีบุคลิกที่แตกต่างกัน เช่น คนโบราณ Baby boomer หรือ คนรุ่นพ่อแม่เรา จะมีความอดทน รอคอยความสำเร็จได้มากกว่าเรา และเราก็จะรู้สึกว่าคนยุคปัจจุบัน หรือรุ่นน้อง Gen Y เป็นพวก จิตไม่มั่นคง ซึ่ง คนแต่ละยุคถูกเลี้ยงดูมาคนละแบบ ทำให้เกิดความแตกต่างทางอัตลักษณ์(บุคลิก) และคนใน Gen Y คือคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ไวกว่า เร็วกว่า ทำให้เด็กสมัยนี้ ฉลาดกว่า พูดจาฉะฉานกว่า แต่ความอดทนรอคอย ค่อนข้างต่ำ เพราะใจร้อน

โดยส่วนตัวเราชอบที่จะใช้ จม.ที่เขียน/ส่งไปรษณีย์ และโทรศัพท์บ้าน มากกว่าที่จะใช้ มือถือ-social network-e mail เพราะเราสามารถที่จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกระหว่างคนส่งและคนรับได้มากกว่า แต่ก็คงไม่ได้ติดต่อกับใครอีก เพราะคนสมัยนี้ไม่มีใครจะใช้เท่าไหร่..... ความช้า คือ ความงดงามของการสื่อสาร การอยู่คนเดียวไม่ใช่โดดเดี่ยว แต่มีเวลาให้กับตัวเองเพื่อที่จะพิจจารณาสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น

Tuesday, January 25, 2011

social network : สื่อสังคมออนไลน์

ถ้านับ 5-10 ปีก่อน ไปถามใครว่ามี fb ไหม คนถูกถามคงจะทำหน้างงๆ
แต่ทุกวันนี้ คงจะถูกถามว่า
a: มี fb หรือเปล่า
b: คืออะไร อ่ะ
a: เชยจัง ไม่อินเทรนเลย
b: fb เอ้าไว้ทำอะไร อ่ะ
a: ก็เอาไว้....... ฯลฯ
b: ทำหน้า งงๆ .... เย็นนี้จะไปสมัคร

อันที่จริงแล้วคนไทยจะรู้จัก Hi5 ก่อน FB .... และก่อน Hi5(au) จะมี myspace(us), cyworld (s.Korea) , QQ(china)
เป็น social network ที่เอาไว้ให้คนต่างชาติ ต่างภาษามารู้จักกัน โดยตอบโจทย์ สำหรับคนที่ไม่ชอบ chat
เพราะในการ chat เราจะต้อง ขลุกอยู่หน้า computer ซึ่ง chat program ที่ยังคงเหลือรอดอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ messanger ทั้งหลาย อาทิ MSN , Yahoo , Skype และโปรแกรมเฉพาะที่เป็นห้อง chat ก็มี camforg (โคตรเหง้าของห้อง chat คือ irc , pirch

แต่ social network website ไม่จำเป็นที่จะต้องขลุกอยู่หน้าจอตลอดเวลา และในปัจจุบัน มือถือ หรือ cell phone ได้มีเทคโนฯที่ดีขึ้น และ ราคาที่ถูกลง รวมถึง tablet pc ที่เหมาะแก่การพกพา เลยทำให้ social network สามารถเข้าถึงเราได้ทุกที่ ทุกเวลา
รวมถึงใน social network ยังมี เกมส์ให้เล่นอีกมากมาย หากไม่หักห้ามใจ จะติดแหง็กและเสียเวลาเป็นอันมาก (มาจากประสบการณ์ตรงที่กว่าจะเลิกเล่น farmvile ก็เกือบลงแดง 555+)

อ่อเกือบลืมที่จะกล่าวถึง twitter ซึ่งขอเรียกว่า social network ฉีกกรอบ , คือไม่ต้องมีรายละเอียดใน webpage มาก ให้แค่พิมพ์ข้อความได้ทีละ 124 ตัวอักษร (ถ้าจำไม่ผิดนะ อิอิ) โดย twitter จะเป็นเหมือนการส่ง sms ให้กับเพื่อนๆที่อยู่ใน List (follower) โดยผู้ส่งจะสามารถ ส่งข้อความได้ตลอดเวลา และคนรับหากสามารถเข้าถึง internet ก็จะได้รับข้อความตลอดเวลา เช่นกัน

กลับมาที่ข้อดีของ social network สดฮิต เราอาจจะต้องแยกตามกลุ่มอายุ เช่น
เด็ก-วัยรุ่น : เล่นเกมส์ , หาเพื่อนใหม่ , หาแฟน-จับผิดแฟน , บ่นเรื่องเรียน , บ่นเรื่องพ่อแม่ ฯลฯ
วัยทำงาน : เล่นเกมส์ , หาเพื่อนเก่าๆๆๆๆ , หาแฟน , หาเพื่อนใหม่ , บ่นเรื่องงาน , บอกเล่า 90 ฯลฯ
วัยทอง : คุมประพฤตลูก , หาเพื่อนเก่าๆ , เล่าเรื่องคนแก่

หากแยกตามกลุ่มอาชีพจะได้ ดังนี้
นักเรียน-นักศึกษา
คนทำงาน
คนว่างงาน
ดารา-เซเลบ
คนดัง (คนที่เค้าดังจริงๆนะ ไม่ใช่คนแอ๊บดัง)
นักข่าว
นักการเมือง
ฯลฯ

และที่กำลังฮิตคือ แยกตามกลุ่มความสนใจ ที่มักจะใช้วลีนำหน้าว่า เชื่อมั่นว่าคนไทย 1 ล้านคน.......
(ซึ่งก็ไม่ค่อยจะถึงล้านหรอก แหกตาชัดๆ) กล่มนี้จะเรียก fanpage

ประโยชน์ของ social network จะทำให้เราใกล้กันมากขึ้น ติดตามข่าวสารได้รวดเร็วขึ้น สันทนาการ และพบปะกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน

โทษของ social network ข้อแรกๆที่นึกออกเลยคือ หากบริหารเวลาไม่เป็นก็จะกลายเป็นเสียเวลาไป , ได้รับข่าวสารที่อาจจะถูกหรือผิด และที่กำลังเป็นปัญาหาตามหน้าหนังสือพิมพ์คือ เกิดการล่อลวงเด็ก / เป็นเหตุของการฆาตกรรมหรือ อาชญกรรม ที่คนรักจับผิดได้ว่าคู่รักมี กุ๊กกิ๊ก หึหึ

แต่ด้วยความที่ cell phone หรือ โทรศัพท์มือถือ สามารถที่จะเข้าถึง social network ได้เร็วขึ้น จึงเกิดปรากฎการณ์ อยู่ใกล้แต่เหมือนไกล เหมือนที่โฆษณาของ dtac ได้จำลองเหตุการณ์การใช้ มือถือเกินพอดี ทำให้เราให้ความสำคัญคนใกล้ตัวน้อยลง

คงจะเป็นข้อคิดและข้อสรุปของ หัวข้อนี้ว่า การใช้ social network ทำให้เราใกล้คนไกล แต่ไกลคนใกล้ เราควรที่จะใช้เวลากับคนใกล้ตัวให้มาก ใช้เวลาร่วมกัน มันคงจะดูแย่ไม่น้อย หากเรามัวแต่นั่งขลุกอยู่หน้าจอ ในขณะที่พ่อแม่รอทานข้าว และโกหกท่านว่ากำลังทำงาน (พ่อแม่ไม่รู้จักหรอก fb) หรือ มัวแต่สนใจพิมพ์ bb / iPhone ขณะเดินเล่นกับแฟนริมทะเล

ใช้ social network ให้พอเหมาะ พอดีกับความต้องการ ใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์แรกของ social network นั้นๆ
แล้วเราจะได้ ประโยชน์ที่มีมากมายจากมัน รวมทั้งยังมีเวลากับคนที่รัก ใกล้กับคนที่ไกลอย่างมีความสุข

introduce myself รู้จักกันก่อนเล่าเรื่อง

Name :
Sean lonk เป็นชื่อที่ใช้บนโลก cyber
Sean มาจากชื่อคนสิงคโปร์ที่รู้จักกันตอนทำงานที่ menebea เป็นคนที่นิสัยดีมาก อัธยาศัยดี และชื่อเค้าแปลกดี ตอนแรกอ่านชื่อเค้าว่า ซีน 555+
Lonk มาจาก ชื่อเล่นของเราเอง แต่เขียนเป็น ภาษาอังกฤษ เพื่อให้ดูอินเตอร์

Place :
1. เจอกันใน Blog
2. twitter as seanlonk
3. facebook as seanlonk

Neigborhood :
http://www.asmalldogs.com/
www.facebook.com/bookcafekhonkaen

attention and target :
ต้องการบันทึกความคิด / เล่าเรื่อง / วิจารณ์ เรื่องราวที่ได้พบปะ ความคิดที่มีต่อชีวิตและโลก
- ชีวิต / เป้าหมายชีวิต / นิพพาน
- การลงทุน / การตลาด / ไคเซน
- ข้อคิดการทำงาน
- วิจารณ์ หนัง / สังคม /การเมือง
- ขายของ / นายหน้า / การค้าทางเลือก