Tuesday, February 22, 2011

การลงทุน-การขับรถ-ชีวิต

ช่วงนี้กระแส money management/investment ค่อนข้างเยอะตั้งแต่ชาวโลกได้รู้จัก Robert T Kiyosaki , อีกกระแสที่กำลัง in-trend คือ Law of attraction หรือมุ่งหาสิงที่รัก
อยากจะบอกว่าทั้งสองเรื่องเป็นสิ่งใหม่(ไม๊) ที่ไม่ค่อยมีคนอยากจะเปิดเผยเท่าไหร่ แต่เมื่อมีผู้เริ่มก็มีผู้ตาม นี่คือกระแสของมนุษย์
ถามว่าเป็นสิ่งดีไหมที่มีเรื่องเหล่านี้อุบัติขึ้นในโลก ก็บอกได้ว่าทุกเรื่องดีหมดครับ แล้วแต่เราจะเลือกมองที่มุมไหน เพราะชีวิตมนุษย์มีเรื่องให้ทดลอง แก้ไข และดำเนินไปทุกวัน
วันนี้เลยอยากจะเสนออีกวิธีคิดนึง เพื่ออธิบายเรื่องทั้งสองเรื่องให้เข้าใจง่าย (แต่คนขับรถไม่เป็นอาจจะไม่ชอบ ฮ่าๆๆๆ)
การขับรถ---->การลงทุน---->การใช้ชีวิต
ทั้งสามอย่างนี้มีข้อที่เหมือนกันดังนี้

ก.เป้าหมาย ใช่แล้วจะขับรถก็ต้องรู้ว่าจะขับไปไหน ไปทำไม ไปเพื่ออะไร แม้แต่จะเพื่อขับชิลๆก็ตามที่ เพราะฉะนั้นต้องตั้งเป้าหมายให้ได้ก่อน ว่่าอยากจะไปที่ไหน ลงทุนไปเพื่ออะไร และ เป้าหมายของชีวิตหรือความฝันของชีวิตคืออะไร

ข.เส้นทาง ครับ จะขับรถก็ต้องรู้เส้นทางหรือมีแผนที่ จะลงทุนก็ต้องมีวิธีการหรือเคล็ดลับ จะใช้ชีวิตก็ควรจะต้องรู้ว่าอยากจะใช้ชีวิตแบบไหน หากคุณเคยขับรถหลงทาง ก็อย่าเสียใจเลยที่ คุณจะใช้ชีวิตผิดๆไปบ้าง เพราะการหลงทางไม่ได้แย่เสมอไป อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้รู้ว่าขับแบบไม่มีแผนที่ก็ทำให้เสียเวลา ชีวิตที่ไม่มีแผนการก็เสียเวลาเช่นกัน กับการลงทุนหากผิดวิธีหรือที่เราเรียกว่ามั่ว มันก็ทำให้ขาดทุนก็เท่านั้น ที่สำคัญคือ ต้องกับมาหาแนวทางของตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้เดินทางไปด้วยความสุข

ค.เวลา นี่คือปัจจัยที่ต้องคิดให้เยอะแต่คิดให้ไว ทำให้เร็ว เพราะเวลาเป็นต้นทุนที่ใช้แล้วหมดไป เหมือนคุณจะเดินทางไปเที่ยวในวันหยุด หากมัวแต่หลงทาง รถเสียก็ไม่ได้ไปเที่ยวพอดี ชีวิตคนเราก็มีวันหมดอายุ ดังนั้นการจะทำทุกอย่างตามแผนการควรจะมีเวลากำหนด เพื่อให้เราไม่เขว หรือกลับตัวได้ทัน

ง.สภาพการเดินทาง หรือปัญหา ขับรถทางโค้ง ทางขึ้นเขา ลงเขา ถนนขรุขระ นั่นเป็นสิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้ แต่เราเตรียมตัวที่จะรับมือกับมันได้ แต่บางเรื่องมันก็สุดวิสัย ก็คงต้องทำใจเท่านั้น ชีวิตและการลงทุนก็คล้ายกัน มีหลายอย่างที่เราไม่รู้ หรืออาจเกิดขึ้นทั้งๆที่รู้ ดังนั้นเราก็ต้องมีเสบียงหรือแผนสำรองสำหรับชีวิต มีเงินสำรองเผื่อการลงทุนที่ผิดพลาด เพราะคุณไม่มีทางรู้ ว่าเราจะป่วยวันไหน หรือเศรฐกิจจะแย่เมื่อไหร่ การเตรียมพร้อมทุกสถาณการณ์คือสิ่งจำเป็น

จ.เพื่อนร่วมทาง ใช่แล้วครับ เดินทางคนเดียวมันเหงา ใช้ชีวิตคนเดียวมันเศร้า ลงทุนคนเดียวมันตันๆ เพราะฉะนั้นหาเพื่อนร่วมทางให้ได้ครับ เพื่อเป็นคู่คิด ร่วมทุกข์ ร่วมสุข และแบ่งปัน อย่าใช้ชีวิตคนเดียว มันเศร้า

หวังว่าแนวคิดนี้อาจจะพอให้ทุกคนได้หันมามองวิธีการปัจจุบันของตัวเอง เพื่อลองค้นหาเป้าหมาย แนวทาง เพื่อนร่วมทาง เพื่อให้การใช้ชีวิตทุกวัน เพื่อให้มีความสุขกับทุกวันของชีวิต ตราบจนวันที่มีลมหายใจสุดท้าย

Friday, February 18, 2011

ชีวิตคือการลงทุน

สมัยเด็กๆ ; โตขึ้นอยากเป็นอะไร / ตอบ หมอครับ
สมัยมัธยมต้น ; จะต่อสายสามัญ หรือ สายวิชาชีพ / ตอบ สายสามัญครับ แต่ไม่เป็นหมอละ
สมัยมัธยมปลาย ; จะเรียนคณะไหน / ตอบ ตามความถนัดและความชอบ ขอเลือกคณะวิศวฯครับ
สมัยมหาลัยปี1 ; จะเรียนต่อสาขาไหน / ตอบ ตามความถนัดและเป้าหมายเพือเรียนจบ IE ครับ
สมัยเริ่มทำงาน ; อยากทำงานโรงงานแบบไหน / ตอบโรงงานญี่ปุ่นสิ จะได้หัดภาษา ทำงานกับต่างชาติ
ปัจจุบัน ; อยาก.....รวยจากการลงทุน

มันคงจะง่ายหรือดีกว่านี้ถ้าเรารู้ความต้องการที่แท้จริงของเราล่วงหน้า ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จอย่าง Tiger wood , Steve jobs , คุณธนิน เจียรวนนท์ คนกลุ่มนี้ค้นหาเป้าหมายของตัวเองได้เร็วกว่าคนอื่น และลงทุนกับทุกสิ่งที่เรียนรู้เพื่อเป้าหมายของชีวิต

สังเกตุไหมครับว่า คนดัง คนรวย คนที่ประสบความสำเร็จจากชาติตะวันตก จะค้นพบตัวเองเร็วกว่าคนเอเชีย เพราะการถูกเลี้ยงดูที่แตกต่าง การถูกฝึกให้คิด และปฎิบัติ ทำให้เด็กชาติตะวันตกมีกระบวนการคิดที่ดีกว่า ลองผิดลองถูก มีประสบการณ์ และ ตกผลึกความคิดได้ไวกว่า

ในสังคมไทย การห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบว่าห้ามทำนั่น ทำนี่ ดุเด็กเพื่อให้หยุด เป็นความเข้าใจที่ผิดของผู้ใหญ่ ด้วยความเป็นห่วงว่าอาจจะเกิดอันตราย ในทางกลับกัน ตอนไปเที่ยวทะเลตรัง ณ ชายหาดบนเกาะ ผมเห็นพ่อ-แม่ชาวสวีเดน ปล่อยให้ลูกสาววัย 3 ขวบและลูกชายวัย 5 ขวบเล่นริมทะเล โดยเดินอยู่ใกล้ๆและไม่ได้ห้ามทำอะไร เพียงแต่คอยเดินตามและตอบคำถามลูกๆ ถ้าเป็นเด็กไทยคงโดนดุว่า ถามอะไรหนักหนาขี้เกียจตอบ

นั่นทำให้กระบวนการคิดของคนไทยอาจจะช้ากว่าชาติตะวันตก ขาดประสบการณ์จากการเรียนรู้ หรือไม่สามารถจะขวนขวายหาความรู้ได้ด้วยตัวเองได้มากและเร็ว นั่นทำให้กว่าที่จะรู้เป้าหมายในชีวิต ก็อาจจะต้องเสียเวลา ที่เป็นต้นทุนของชีวิตมากไปหน่อย (กว่าจะรู้ตัวก็เกือบ 30)

แต่นั่นไม่ได้เป็นข้อเสียอะไรมากมาย เพราะอย่างน้อยก็มีกระบวนการคิด ตกผลึกแม้จะนานสักหน่อย แต่ทุกอย่างไม่สายเกินไปหากเราเริ่มลงมือทำ แต่จะเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากเสียต้นทุนเวลาไปกับรอการตัดสินใจของตัวเอง เพียงเพราะมัวแต่คิดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจนไม่เป็นอันลงมือทำ

การลงทุนให้ชีวิต สิ่งสำคัญ คือ กระบวนการคิด เป้าหมาย วิธี/แผนการ เวลา ประสบการณ์ และ โอกาส
สิ่งที่เป็นต้นทุนแพงที่สุดคือ เวลา เพราะยิ่งเริ่มเร็ว ก็มีประสบการณ์เยอะ (ทั้งผิด ทั้งถูก)
ดังนั้นเวลา และประสบการณ์ จะมาพร้อมๆกัน เวลาเป็นต้นทุนที่หมดลงทุกวินาทีที่หายใจ
แต่เวลาจะไม่สูญเปล่า และ มีประโยชน์ ถ้าเรามีเป้าหมายที่แน่ชัด รวมถึง วิธี/แผนการ ที่แน่นอน
ซึ่งมาจาก การมีกระบวนการคิดที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ จากการเลี้ยงดูที่เปิดโอกาสให้เราได้คิด
สิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้หากจะประสบความสำเร็จ คือ โอกาส (สร้างเอง มีคนมอบโอกาสให้ หรือ ฟ้าลิขิต)
เพราะโอกาสจะเป็น short cut ไปสู่ความสำเร็จได้เร็ว

หลายๆคนมักจะคิดว่า จะทำนั่น ทำนี่ ถ้า???? นั่นทำให้คนเหล่านี้ยังไม่แสวงหาเป้าหมาย วิธีการให้แก่ตัวเอง ได้แต่นั่งรอโอกาส
แต่หากเราเปลี่ยนตัวเองใหม่ว่า เราต้องการอะไร(เป้าหมาย) และเรากำลังทำอะไร (วิธีการ) โดยเริ่มลงมือทำในสิ่งที่เราทำได้ (เวลา/ประสบการณ์) และ แสวงหาความรู้ ช่องทาง (โอกาส) เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
นั่นจะทำให้เราสามาถที่จะลงทุนกับชีวิตอย่างถูกวิธี

ไอน์สไต กล่าวว่า สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของโลกนี้คือ วิธีคิดดอกเบี้ยทบต้น (ทำให้เงินคูณทวีไปตามหน่วยของเวลา) แต่ผมอยากจะบอกว่า สิ่งมหัศจรรย์สำหรับการลงทุนในชีวิตคือ การทำซ้ำกระบวนการข้างต้น (ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ)

Sunday, February 6, 2011

Lotus vs 7-11

ย้อนกลับไปสัก 10ปีก่อน หลายๆคนคงรู้จัก Lotus & 7-11 ในรูปแบบที่แตกต่างกัน

Lotus หรือ Tesco-lotus คือ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่กลุ่มทุน CP ขายให้กับ TESCO ของอังกฤษ หลังช่วงวิกฤติฟองสบู่ปี 2540 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการตัดแขน เพื่อรักษาชีวิต ตามหนังกำลังภายในจีน ซึ่งทำให้ตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ของบ้านเรามี ผู้เล่นเพิ่มหน้าใหม่ แต่ชื่อเดิม ได้แก่ BigC (central) Tesco-lotus(อังกฤษ) Carfour(ฝรั่งเศส) และ Makro (ไต้หวัน ; ถ้าจำไม่ผิด)

ส่วน 7-11 ถือว่าอยู่ใน segment ร้านค้าสะดวกซื้อ ที่มี Fresh mart , Family mark & 108shop ไม่นับ ร้านสะดวกซื้อของปั๊มน้ำมัน อย่าง select , Jiffy , ใบจาก ฯลฯ ซึ่งถือได้ว่า 7-11 ของค่าย CP เป็นขาใหญ่

แต่เชื่อไหมว่า 7-11 ผ่านมาเกือบ 20ปี มีจำนวนสาขาไม่ต่ำกว่า 1,500 สาขาเปรียบกำลังซื้อได้เหมือนห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ บางสาขาอยู่ห่างกันไม่ถึง 100m แต่ก็ยังอยู่ได้ เรียกได้ว่า ทำเลที่ 7-11 ไปสถิตย์อยู่ ได้กลายเป็นทำเลทอง และสร้างชุมชนขนาดย่อมที่เรียกว่า mini night market (ตลาดโต้รุ่ง) เพราะ 7-11 เปิดทำการตลอด 24 hrs.
ทำให้ 7-11 กลายเป็นผู้ขายรายใหญ่ของร้านค้าสะดวกซื้อ และมี buying power ที่ทำให้ supplier ไม่กล้าหงอ แถมยังต้องคอยง้อ อยู่ตลอดเวลา ยิ่งมีบริการ counter service ทำให้กลุ่มลูกค้าของ 7-11 เพิ่มมากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ความสะดวกให้แก่ชุมชน

กลับมามอง Tesco ถือได้ว่าเป็น ค้าปลีกเบอร์1 ของประเทศไทย ณ เวลานี้ แต่ก็ยังไม่ประมาท หลังจากที่ไม่สามารถได้ deal คาร์ฟู ทำให้ Tesco ต้องหันมารุกหนักในการขยายสาขา ห้าง super store แต่เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากทำการทดลงอ Tesco-mini market ตามปั๊ม ESSO (อังกฤษ) ได้ 3-5 ปี ทาง Tesco ก็ปล่อยไม้เด็ด ร้านค้าปลีก Tesco ; Lotus express เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ค้าปลีกบ้านเรา

แต่ที่ทำให้กระเทือนก็คงจะเป็น Lotus-express ของ Tesco นี่แหละที่กลายมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ 7-11 ไม่เฉพาะเป็น ร้านค้าไซส์ใกล้เคียงกัน ที่ขายสินค้าหลายอย่างในราคาที่ถูกกว่า (ไม่มีก็แค่ อาหารกล่อง กับ หนมจีบ ซาลาเปาเท่านั้นล่ะ) แต่ lotus express ยังมีแผนการตลาดที่ดุเดือด ด้วยการเปิดร้านในทำเลเดียวกับ 7-11 โดยยึดคติ เอ็งไปไหน ข้าไปด้วย

7-11 ถือว่ามีฝ่ายวิจัยตลาดหรือ ทำเลที่ตั้งร้านที่เข้มแข้ง เรียกได้ว่าทำเลที่ 7-11 ไปเปิดจะต้องเป็นทำเลทองของย่านนั้นๆ ไม่ก็เป็นทำเลที่การันตี รายได้ในแต่ละเดือน แต่ Tesco ก็ลงมาลุยแบบจัดหนัก คือ ยอมจ่ายแพงในค่าเช้าสถานที่ แต่ลดภาระเรื่องการวิจัยตลาดไปทันที โดยเปิดบริการใกล้ 7-11 (เพราะถือว่าผ่านการสแกนทำเลมาเรียบร้อยแล้ว) แต่เน้นขายสินค้าประเภทเดียวกันในราคาถูกกว่า

จนทำให้คุณกอรปศักดิ์ได้เปลี่ยนกลยุทธ ของ7-11 จากสะดวกสบาย กลายเป็น อิ่ม สะดวก โดยเน้นไปที่อาหารสำเร็จรูปที่ 7-11 มี CP เป็นผู้สนับสนุนหลัก แต่ในส่วนของ Tesco ยังเน้นการซื้อของสดจากคู่ค้า

เกมส์การค้าระหว่าง 2 เจ้านี้ในร้านค้าสะดวกซื้อ คงมีอะไรที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ให้คอการตลาดและค้าปลีกได้ติดตาม แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ร้านโชห่วยไทย ที่รัฐฯไม่เคยเหลียวแล ไม่มี supply chain แถมยังขายสินค้าในราคาที่เท่ากัน หรือ แพงกว่า Tesco , 7-11 แม้ว่า ร้านค้าส่งคนไทยได้ปรับตัวเองให้กลายเป็น Mart ค้าส่งสินค้าไปแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ว่า Mart และร้านโชว์ห่วยไทย ที่เปรียบดังหญ้าแพรกจะอยู่รอดได้ ท่ามกลางการประสานงาของ พญาคชสารจากไทย กับ ช้างแมมมอธอังกฤษ

future & option

ไม่ได้มาพูดเรื่องการลงทุน เพราะยังไม่เข้าใจการลงทุนทั้งสองแบบ future & option คือการเทรดอนุพันธ์ แต่ผู้เขียนยังแยกไม่ออก

แต่ชอบคำสองคำนี้มาก
future คือ อนาคตที่เราจะต้องดำเนินไป หรือ คือสิ่งที่เราคาดหวังจะให้เป็น
option คือ ทางเลือก / ตัวเลือก

พอเอาสองคำนี้มาอยู่ใกล้ๆกันก็ได้ความหมายเกี่ยวกับ ทางเลือกเพื่ออนาคต ใช้แล้วครับ การเลือกทางเลือก เป็นการกำหนดอนาคต
มนุษย์เราลืมตาตื่นก็ต้องทำการเลือกแล้ว คือ เลือกจะตื่น หรือ เลือกจะนอน , เลือกจะตื่นเช้า หรือ เลือกจะตื่นสาย , เลือกจะทำงานบ้าน หรือ เลือกจะนั่งเฉยๆ
พอเลือกแล้ว ก็จะได้ผลลัพธ์ตามมาทันที คือ อาบน้ำ แปรงฟัน หรือ อยู่บนเตียง , มีเวลาเตรียมตัวก่อนไปทำงาน มีเวลาเดินทางล่วงหน้า หรือ ไปทำงานไม่ทัน ไม่ได้แปรงฟัน , ทำงานบ้าน บ้านสะอาด หรือ บ้านรกยังกะรังหนู

จะเริ่มเห็นภาพแล้วนะครับว่า คนเราชีวิตพัวพันกับ ทางเลือก และ อนาคตตลอดเวลา แต่ใช่ว่า การเลือกที่ดี จะได้อนาคตที่ดีเสมอไป นั่นขึ้นกับการวางแผนที่ดี และการลงมือทำแต่ เนิ่นๆด้วยนะครับ ถึงจะได้ อนาคตดังที่ต้องการ

รวมถึงการลงมือทำ ยังต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ตามแผนการ มีการติดตามประเมินผลให้เป็นไปตามแผน ตามเป้าหมายแต่ละขั้นตอน ถึงจะได้ อนาคต หรือเป้าหมายใหญ่อย่างที่ใจหวัง และยังต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการ หรือ ทางเลือก ในกรณีที่ทางเลือกที่ผ่านมามันไม่สร้างความก้าวหน้า หรือ ผลที่จับต้องได้

ดังนั้น จะพูดได้ว่า ทางเลือก และ อนาคต จะสัมฤทธิ์ผล ต้องมีการ ลงมือทำตามแผนการ และมีการปรับปรุงอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้น ทางเลือก ก็จะยังเป็นทางเลือก อนาคต ก็จะยังเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อยู่อย่างนั้น นั่นเอง (พูดง่ายๆ เจ้าความคิด + ฝันกลางวัน)

แต่หาก ทางเลือก + การลงมือทำตามแผนการ + การปรับปรุง = อนาคตที่จับต้องได้+ความสำเร็จ
เพราะฉะนั้น ลงมือทำ เพื่อไล่ล่าอนาคตที่เราต้องการ ด้วยทางเลือกของเราเองกันเถอะครับ

story position brand

หัวเรื่องที่จั่วไว้ มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น และเป็นตัวส่งเสริมกันและกันอย่างแยบยล
ยกตัวอย่างนะครับ

กาแฟดอยช้าง กับ กาแฟอะเมซอน
ไทยประกันชีวิต กับ aia
ไนกี้ กับ ฟุตบอลไทย (ผลิตภัณฑ์กีฬา)

การสร้างเรื่องราวจะเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของ สินค้าหรือบริการ ซึ่งจะช่วยให้ ยี่ห้อหรือแบรนด์ติดตลาด และส่งผลถึงราคาของ สินค้าหรือบริการว่าต้องการจะรองรับผู้บริโภคกลุ่มใดแรงซื้อเท่าไหร่

เรื่องการสร้างเรื่องราวคงต้องยกให้ชาติทางยุโรปหรืออเมริกา เพราะทำกันมานาน น่าจะเรียกได้ว่ามี นวัตกรรมทางด้านนี้มานาน ทำให้สินค้าค่อนข้างจะเป็นที่ดึงดูด แท้ที่จริงเบื้องหลังของสินค้าก็ผลิตในประเทศโลกที่ 2-3 ที่เราเรียกกันว่า OEM หรือ รับจ้างผลิต ซึ่งเจ้าของสินค้าหรือแบรนด์จะได้ margin จากการตลาดอยู่ที่ 2-3เท่าจากราคาต้นทุน จริงๆต้องคิดค่าการจัดการหรือ supply chain ให้ด้วย เพื่อไม่เป็นการกล่าวร้ายเจ้าของแบรนด์กันมากเกินไป

กลับมาที่การสร้างเรื่องราวต่อดีกว่า
กาแฟดอยช้าง เป็นกาแฟไทยผลิตอยู่ทางเหนือ มีการคัดสรรพันธุ์กาแฟอย่างดี ปลูกในที่สูง มีสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ได้กาแฟรสชาติดี ผ่านวิธีการคั่วที่พิเศษ และมีรสชาติดี ผ่านการดูแลโดยคนไทยที่รักกาแฟมาหลายสิบปี ราคากาแฟเริ่มต้น แก้วละ 80 บาท

กาแฟดอยช้างมีชนิดพิเศษเรียก กาแฟขี้ชะมด ต้องเอาเมล็ดกาแฟไปให้ชะมดกิน แล้วถ่ายออกมา(เพราะกระเพาะชะมดย่อยเมล็ดกาแฟไม่ได้) เมล็ดกาแฟที่ได้จะมีกลิ่นหอมกลมกล่อมเป็นพิเศษ แต่รสชาติของกาแฟจะเป็นตามสายพันธ์ ซองหนึ่งราคา 2-3พันบาท (ถ้าจำไม่ผิด)

กาแฟอะเมซอน เป็นกาแฟบราซิล มีขายตามปั๊ม ปตท. รสชาติอร่อย หอม แต่ไม่มีเรื่องราว ราคาเริ่มต้น 40 บาท แต่ของเค้าก็อร่อยนะ (ขึ้นกับความสามารถคนชง)

เห็นไหมครับเรื่องราว สร้างมูลค่าและกำหนดตำแหน่งของสินค้าได้ เอ้าๆๆๆ อีกตัวอย่างจะหาว่าโม้

nike / football thai เชื่อไหมว่าโรงงานมาตรฐานที่ผลิตสินค้าให้สองยี่ห้อนี้ อยู่ในไทย และต้นทุนค่าจ้างผลิตแทบจะต่างกันไม่มาก(ไม่รวมค่าวัตถุดิบ)
football thai อยู่ในกทม. แต่ nike อยู่ ตจว. แล้วทำไมราคาขายถึงต่างกัน 2-3 เท่า!!!
เพราะ nike มีการสร้างแบรนด์อย่างมีระบบ รวมถึงระบบการจัดการที่ดี และ ระบบการตลาดที่ยอดเยี่ยม
สัญลักษณ์ของ nike คือ swoosh เชื่อไหมครับ ปกติ สัญลักษณ์เป็นเครื่องบอกแบรนด์ แต่ nike ใส่เรื่องราวเข้าไปว่า swoosh มาจากการตั้งชื่อของ นศ.ในอเมริกา เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงพลวัตร (โอ้ๆๆๆๆ อะไรเนี่ย ไอ้เครื่องหมายถูกตัวอ้วนๆนี่นะ) เท่านั้นแหละ swoosh ก็ดูดี กว่า adidas / เสือกระโดด ; puma ไปเลย ไม่ต้องไปเทียบ football thai ครับ ชื่อบอกความหมายโต้งๆ ไม่ต้องแปล ไม่มีเรื่องราว
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ชาติตะวันตก และชาติเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี กำลังสร้างนวัตกรรม ที่ดีขึ้นและสร้างเรื่องราวมาสนับสนุน แบรนด์ และกำหนดตำแหน่งของเค้าได้ดีกว่าประเทศไทย ทำให้เรายังเป็นเพียงชาติรับจ้างผลิต ชาติแรงงาน ฯลฯ

แต่ยังดีที่ยังมีบางบ. เช่นไทยประกัน ที่ใช้การสร้างเรื่องราว มาสนับสนุนผลิตภัณฑ์ ทำให้คนไทยสนใจบ.ประกันของไทยได้มากกว่า aia โดยใช้เรื่องราวในโฆษณาที่เรียกได้ว่าติดตราตรึงใจ (อาจจะจำโฆษณาได้ดีกว่า ชื่อบ.) ทำให้บ.ไทยประกัน ก็เป็นอีกบ.ที่ยืนหยัดสู้ทุนต่างชาติในธุรกิจประกันภัยได้

ประเทศไทยมี creative โฆษณาเก่งๆหลายคนนะครับ เช่น คุณประเสริฐ แต่คงยังมีน้อยและยังไม่กระจายไปสู่ผู้ผลิต เพราะเรายังไม่มีสินค้าแบรนด์ไทย ในสินค้าหลักๆเช่น รถยนต์ มอไซด์ หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้า (มีบ้างเช่น แอร์ ไซโจเดนกิ ของไทย 100%แต่ชื่ิญี่ปุ่น)
มาเลเซียเป็นตัวอย่างที่ดี รถ proton กับ รถเชอรี่ (จีน) ถ้าให้เลือก ณ วันนี้ คุณจะเลือกรถยี่ห้อไหนครับ เป็นผม ผมเลือกโปรตอน ไม่ใช่ว่า รถจีนคุณภาพด้อยกว่า ไปดูดีๆคุณภาพของการประกอบไม่ต่างกันมาก วัสดุก็ใกล้เคียง แต่โปรตอนมีดีกว่าที่ story ครับ โปรตอนใช้เครื่องยนต์ Lotus ของอังกฤษ เท่านั้นล่ะที่น่าสนใจ ทั้งๆที่ เทคโนฯการผลิจเครื่องของเชอรี่มาจากเยอรมัน แต่ไม่ได้บอกว่าของ Volk เท่านั้นเอง (จีนไปซื้อ volk มาผลิตรถให้)
ทำให้รถของโปรตอน มีราคาสูงกว่า เชอรี่ และกำหนดตำแหน่งของตัวเอง ตั้งแต่สร้างโรงงาน

เห็นไหมครับว่า stoty กำหนด position และ สนับสนุน Brand ได้แค่ไหน

Friday, February 4, 2011

mind control result

สิ่งที่คุณคิด จะกำหนดทุกอย่าง

หากคุณคิดบวก คิดดี ก็จะมีสิ่งดีๆ เข้ามาหาชีวิตคุณ
หากคุณคิดลบ คิดไม่ดี ก็จะดึงดูุดสิ่งไม่ดีเข้ามาหาชีวิต

เคยไหมครับที่เคยนึกภาพ เรื่องไม่ดีกับชีวิต เช่น ขับรถใหม่ๆก็กลัวที่จะขับรถไปชนคนอื่น แล้วก็ชนจริงๆ ทั้งๆที่เราก็ขับระวังดีแล้ว นั่นก็เพราะจิตใจเราดึงดูดอุบัติเหตุเข้ามา

เคยไหมครับ ที่คิดอยากได้อะไรสักอย่าง เช่น รองเท้าคู่ใหม่ ในราคาส่วนลด คิดว่าได้เป็นเจ้าของรองเท้าคู่นี้แล้วจะเอาไปใส่เที่ยวที่ไหนบ้าง และก็อยากซื้อในราคาส่วนลดเท่าไหร่ คิดอยู่อย่างนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้ววันนึง ก็จะมีโอกาสไปในที่ที่หนึ่ง ซึ่งทำให้เราได้พบรองเท้าคู่ที่ต้องการ ในราคาที่ต้องการ

ผมเคยมาทั้งสองเหตุการณ์ นั่นคือผลพวงจากความคิดของเราที่ ดึงดูุดสิ่งต่างๆเข้ามาหาตัวเอง ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นกฏของแรงดึงดูุด คือ คุณจะต้องสร้างภาพถึงสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจนที่สุด และมีความรู้สึกเหมือนว่า สิ่งๆนั้น เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นกับคุณจริงๆ ทุกเมื่อเชื่อวัน

แต่สิ่งที่อยากเขียนวันนี้คือ การคิดดีจะส่งผลให้เป็นคนพูดดีทำดี และ ดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาหาตัวเอง รวมถึงการคิดถึงความสุขที่จะเกิดขึ้น จะทำให้ร่างกายหลั่งเอ็นโดรฟีน หรือ สารแห่งความสุข ซึ่งทำให้ภาวะจิตใจของเราดีขึ้น แล้วจะมองปัญหาหรือเหตุการณ์ต่างๆรอบตัว ด้วยเหตุและผล มองหาหนทางแก้ปัญหา มากกว่าที่จะหลีกหนีปัญหา

แต่หากจิตใจของคุณหมกมุ่นอยู่กับเรื่องไม่ดี ร่างกายจะหลังสารอะดรีนาลิน ซึ่งจะทำให้เกิดแรงฮึด หรือ แรงอาฆาตที่อยากจะเอาชนะอุปสรรค แต่จะเป็นในทางลบ ซึ่งพอจิตใจเรามองเห็นสิ่งรอบตัวในแง่ลบ นั่นก็จะทำให้เรามองไม่เห็นวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ หรืออาจจะแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ผิด รวมถึงการหลีกหนีปัญหา

เพราะฉะนั้น ลองหัด คิดดี คิดบวกกันครับ แล้วดูผลการทดลองว่า ผลลัพธ์จะเป็นยังไง อย่าลืมนะครับ จิตใจกำหนดผลลัพธ์

Wednesday, February 2, 2011

รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ

สำนวนไทยง่ายๆที่มีความหมายลึกซึ้ง

ในเมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีมากกว่าสัญชาตญาณ คือมีอารมณ์ เหตุผล และปัญญา
การอยู่ร่วมกันของมนุษย์จึงมีความซับซ้อนมากกว่าแค่การเป็น จ่าฝูง สมาชิกในฝูง แม่ ลูก พี่ น้อง
หากเรามองตัวอย่างจาก ลิง ที่ถือว่ามี DNA ใกล้เคียงกับคนมากที่สุด ก็จะมีลำดับความซับซ้อนดังคำนิยามข้างต้น

แต่หากเป็น มนุษย์ ซึ่ง มีทั้ง อารมณ์ เหตุผล ปัญญา และ สัญชาตญาณ ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์ค่อนข้างที่จะซับซ้อน ไม่เพียงลำดับญาติ แต่ยังมีสถานะทางสังคม แต่ด้วย มนุษย์ก็ยังมี อารมณ์ และ สัญชาตญาณดิบ การทะเลาะเบาะแว้งในหมู่เครือญาติ หรือ เพื่อนร่วมงาน ที่มากว่าเหตุผลและปัญญาก็ยังจะมีให้เห็นอยู่เนืองๆ

ไม่ว่าจะเป็น คนรัก ทะเลาะกัน เพื่อนรัก ทะเลาะกัน หรือ การขัดแย้งกันในที่ทำงาน หรือ การขัดแย้งในทางธุรกิจ จะนำไปสู่ความแตกแยก ไม่ลงรอย หรือผูกใจเจ็บ

มนุษย์ยังมีสัญชาตญาณของสัตว์ ยกตัวอย่าง สัตว์เลี้ยงของเรา หากเราทำโทษเค้า ด้วยการตี สัตว์เลี้ยงของเราจะมีความจำในเรื่องนี้ และมีปฏกริยาตอบสนองได้ไว มนุษย์เราก็เช่นกัน หากไปตัวไปตามสัญชาตญาณ เราก็จะจำความเจ็บปวดในจิตใจ ได้มากกว่าความดี หรือความสุขที่เกิดก่อนหน้า พูดง่ายๆ เรื่องดีลืมง่าย เรื่องเลวจำติดใจ (แต่หารู้ไม่ว่า การคิดถึงเรื่องไม่ดีก็จะดึงดูดสิ่งไม่ดี)

คนไทยโบราณจึงมีสำนวนที่เอาไว้เตือนสติ เพือให้คนเรากลับมามองปัญหา ด้วยเหตุผลและปัญญา เพื่อหาทางออกร่วมกันในภายหลัง

รักยาวให้บั่น คือ การลด ละ ไม่ใส่ใจ หรือไม่เอาความ เรื่องเล็กน้อย หรือความบาดหมางกัน โดยให้มองที่ตัวปัญหา ด้วยปัญญา และ ให้อภัยกัน
รักสั้นให้ต่อ คือ การไม่ยอมลดลาวาศอก ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล รวมถึง การผูกใจเจ็บ

หรือจะกล่าวได้ง่ายที่สุดคือ การคิดถึงความดีของกันและกันให้มากที่สุด ลดละความเจ็บปวด หรือจิตพยาบาทให้เหลือน้อยที่สุด แล้วชีวิตของเราจะเป็นสุข

ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ ฮวดไช้

ตรุษจีน !!!

ถ้าคุณเป็นเด็กคนไทยเชื่อสายจีน นี่คือวันที่คุณรอคอย ในรอบ1ปี เพราะมันจะเป็นวันที่คุณจะมีรายได้พิเศษจากซอง อั่งเปา ซึ่งจะมากน้อยขึ้นกับรายได้หรือผลประกอบการผู้ให้ที่เป็น พี่ ป้า น้า อา ฯลฯ ที่คุณรู้จัก หน้าที่ของคุณที่จะทำในวันนี้ คือ
ก. วางแผนการเดินทาง ไปตามบ้านญาติๆ
ข. เตรียมส้มในจำนวน x4 ตามจำนวนบ้านที่คุณจะไป
ค. ซ้อมคำพูดให้คล่องๆ ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ ฮวดใช้ หรือ ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ เกี่ยงคัง
ง. ทำหน้าแอ๊บแบ๊วให้ได้มากที่สุด

ประมาณการรายได้ที่จะได้เพิ่มจากค่าขนมในวันนี้คือ 100-1000% จากมูลค่าส้มที่คุณเตรียมไป และความน่ารักน่าชังของคุณเอง
ส้มเป็นตวแทนของทอง เลขสี่ คือ ตัวเลขที่คนจีนถือว่าเป็นเลขมงคล เพราะเป็นเลขคู่และหมายถึงการเจริญก้าวหน้า (ถ้าจำไม่ผิดนะ หุหุ)
ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด

หาคุณเป็นผู้ใหญ่ ผู้มีรายได้ คุณจะต้องเตรียมใจกับการเป็นผู้ให้ตามแต่กำลังทรัพย์ที่คุณจะให้ได้ แต่จำนวนซองอั่งเปาที่คุณจะต้องใช้ เป็นอะไรที่คาดหมายไม่ได้ ขึ้นกับความนิยมของเด็กๆ ที่เป็นน้องๆหลานๆ ที่จะมาอวยพรปีใหม่ เพราะหากเป็นที่นิยมน้อย ก็จ่ายน้อย หากเป็นที่นิยมมากก็จ่ายมาก

ตรุษจีน คือ วันปีใหม่จีนตามจันทรคติ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ ด้วยการเซ่นไหว้ หมู เป็ด ไก่ กระดาษเงิน กระดาษทอง ผลไม้ ขนมหวาน ให้แก่ เทพเจ้า บรรพบุรุษ เพือเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
เปรียบเหมือนการทำบุญปีใหม่ของคนไทย แต่ของไหว้จะเหมือนกันแทบทุกบ้าน เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติมาอย่างเคร่งครัด

แต่ปรากฏการณ์ที่ตามมาคือ การบริโภคหมู เป็ด ไก่ เป็นระยะเวลา 3-10 วันขึ้นกับปริมาณของไหว้ อาจจะเรียกได้ว่า กินกันจนปีกงอก เดือยเท้าโผล่ และอาหารยอดนิยมคือ พะโล้รวมมิตรสัตว์ไหว้ เปรียบประดัง จับฉ่ายสัตว์เนื้อ ซึ่งลูกจีนส่วนใหญ่จะต้องกินอาหารแบบนี้ไปจนกว่าจะหมด กินจนเบื่อสัตว์ปีก และพะโล้กันไปข้าง

ตรุษจีนจะครอบคลุม 3-4วัน คือ วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว วันเที่ยวนี่อาจจะกิน 1-2วัน ตามความไกล หรือ จำนวนวันหยุดพักผ่อน ในประเทศจีนจะหยุดตรุษจีนเป็นเวลา 10 วัน เพราะภูมิลำเนาของคนจีนที่มาทำงานในเมืองใช้เวลาเดินทาง 6-14 ชม. ทำให้ประเทศจีนประกาศวันหยุด 6-10 วัน

แต่ละประเทศจะมีกุศโลบายของการรวมญาติ เพื่อส่งเสริมความรัก สามัคคีในหมู่เครือญาติ และเป็นการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติให้แนบแน่น เช่น
สงกรานต์ คือ ปีใหม่ไทย
ตรุษจีน คือ ปีใหม่จีน
คริสมาสอีฟ คือ วันรวมญาติฝรั่ง
ส่วนวันปีใหม่ คือ วันที่กำหนดขึ้นมาหลังสุด เพื่อเป็นวันหยุดของคนร่วมโลก เพื่อฉลองศักราชใหม่

ประเพณีคือสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเพื่อปฏิบัติตามกุศโลบายนี้ ซึ่งก็เป็นอีกวันของวันใช้ชีวิต แต่เป็นวันใช้ชีวิตที่พิเศษ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม