Thursday, June 23, 2011

Social network : Private or Public???

สมัยก่อนนู๊นที่เราไม่มี social network เราใช้อะไรกันมั่งครับ.....????

เท่าที่นึกออกก็มี e-mail , web board , Pirch , irc , MSN chat , QQ , Cam-forg ฯลฯ
จะเห็นว่าเครื่องมือส่วนใหญ่ จะเป็น private tool หรือ เครื่องมือติดต่อ แบบ 1 : 1 ระหว่างผู้ส่ง และผู้รับ
ยกเว้น web board อย่างเดียวที่ถือว่าเป็น public ซึ่งคนส่งข้อความก็เข้าใจ และรับได้ ว่าการสื่อความคิดในพื้นที่สาธารณะ , public , ก็จะมีเสียงสะท้อน (feed back) กลับมาหา ซึ่งผู้ส่งก็จะทำใจไว้บ้าง หากจะได้รับข้อความอันไม่พึงประสงค์

แต่ ณ ปัจจุบัน การที่เราใช้ Hi5 , My space , Cyworld , facebook , twitter มันเป็นการสื่อสารแบบ กึ่งสาธารณะ (semi-public) เพราะเรายอมให้คนจำนวนหนึ่ง มาติดตามข้อมูลของเราได้ และสามารที่จะสะท้อนความคิดเห็นของเค้ากลับมาหาเราได้ , หรือแสดงความไม่พอใจ ทัศนะคติ ต่อทุกความเคลื่อนไหวของเรา ในพื้นที่ของเราได้
หลายๆคนคงได้ยินข่าว หนุ่มสาว , คู่สามี ภรรยา ทะเลาะเบาะแว้ง ระแวงกันในเรื่องของมือที่สาม หรือ กิ๊ก ที่เราสามารถสืบได้จาก social network ข้างต้น อันเป็นเหตุให้เกิด การเลิกรา ฆ่าตกรรม ทำร้ายร่างกาย ฯลฯ

ทำให้เป็นประเด็นให้กลับมาคิดว่า ไอ้ social network ที่กำลังฮิตๆกันอยู่นี่ มันดีหรือไม่ / มันควรจะเป็นส่วนตัว , กึ่งสาธารณะ หรือ สาธารณะดี เดี๋ยวจะวิพากษ์เป็นฉากๆ นะครับ

Public ; สาธารณะ ... หากจะใช้เพื่อการ โปรโมตสินค้า แนะนำตัว จัดกลุ่ม เพื่อ fan club ก็สาธารณะไปเลยครับ เพราะยังไง ท่านก็จะได้เสียงสะท้อนด้านบวก มากกว่าด้านลบ ก็แค่ลืมๆ มันไปซะ อย่าไปใส่ใจให้รกสมอง เพราะวัตถุประสงค์ของเราคือการเพิ่มเครือข่ายทางสังคม สมชื่อ social network นั่นเอง

semi-public ; กึ่งสาธารณะ ... กลุ่มนี้เราจะใช้เพื่อ เพิ่มเพื่อน หาคนที่ความคิดเห็นใกล้เคียงหรือเหมือนกัน เหมือนที่ ดารา นายกฯ นักการเมือง เซเลบฯ ใช้กันนั่นแหละครับ หรือ คนธรรมดาอย่างเราจะใช้ก็ยังมีสิทธิตรงนี้ แต่ก็ต้องทำใจว่า จะมีเสียงสะท้อนแปลกๆมาให้กวนใจ แต่คงไม่มาก เพราะใครที่มัน กวนอารมณ์มากๆก็ un-friend หรือ block มันซะเลย แต่ในความเป็นจริง ก็ควรจะตั้งกติกา มารยาทกันไปเลยจะดีกว่านะครับ จะได้ไม่เสียเพื่อนหรือ fan club ไป

private ; ส่วนตั๊ว ส่วนตัว .... เอ่อ...กลุ่มนี้ ควรจะจำกัดการใช้ไปเลยนะครับ แบบ มีแต่ เพื่อน พี่ น้อง แฟน ญาติ สมาคม เพราะว่า คนกลุ่มนี้จะอ่อนไหวต่อข้อคิดเห็นที่ขัดแย้งต่อทรรศนคติของตนเป็นอย่างมาก , หรือ อาจจะรับไม่ได้ เมื่อเห็นมีคนหน้าตาดี มา comment แฟนของตน จะเกิดอาการ ร้อนรนในหัวใจ ^^ บางคนถึงขั้นบังคับให้แฟน คนสนิท สร้าง fb และ ระบุ relationship status เพื่อประกาศศักดิ์ดาให้โลกรู้ไปเลย และจะรับไม่ได้ เมื่อมีคนมา comment แฟน หรือ ที่รักของตน / หรือที่รักไป comment คนอื่นที่หน้าตาดีกว่าตน
- สำหรับคนกลุ่มนี้ แนะนำให้มี fb สองอัน อันนึงเอาไว้ใช้กับแฟน อันนึงเอาไว้ใช้กับเพื่อน ฮ่าๆๆๆ เพราะถือคติที่ว่า ไม่ได้โกหก แค่บอกไม่หมด (พูดง่ายๆคือตัดความรำคาญไปซะ)
- หรือ จะ un-friend คนที่รับเราไม่ได้ เวลาเราแสดงทัศนคติ หรือ รับคนอื่นไม่ได้เวลามา comment ในพื้นที่ของเรา เข้าทำนอง ขอคืนพื้นที่ด้วยการ un-friend นั่นเอง 555+

ทั้งนี้ ทั้งนั้น จริงๆ เราควรกลับมามองวัตถุประสงค์ในการใช้ social network ของเรามากกว่า ว่าเราใช้เพื่ออะไร ใช้กับใคร / เพราะในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องมืออะไร สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ ความสัมพันธ์ในเชิงกายภาพ หรือ สัมพันธภาพในชีวิตจริง ที่คุณเจอกันตัวเป็นๆ มากกว่า .... การเชื่อใจในกันและกัน รวมถึงการพูดจากันแบบ face to face เป็นอะไรที่ทำให้คนเรา เข้าใจกันได้มากกว่า พื้นที่ใน social network เป็นเพียง 1/100 ของความเป็นจริงในชีวิตของคนเรา หากเรา dis-connect จากโลก on line ความเป็นตัวตนในโลกไซเบอร์ก็จะหมดไป ..... ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า สัมพันธภาพระหว่างคนสองคน ในโลกของความเป็นจริงไปได้หรอกครับ ^^



Sunday, June 5, 2011

Take a Rest Thailand Party (TRT) พรรคพักเถอะประเทศไทย

กีฬาสีของประเทศสารขันต์ตอนนี้อยู่ในช่วงพักครึ่ง เพราะพี่มาร์คหน้าหล่อได้ประกาศยุบสภาฯเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ สรุปจำนวนพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้มี 40 พรรคs (เติม s เพราะเป็นพหูพจน์ ฮา) แต่ไหงพรรคการเมือง 90% มีนโยบายเหมือนกันยังกับลอกข้อสอบ อันได้แก่

๑.เพิ่มรายได้ให้ประชาชนไม่ว่า ๒๕%ใน ๒ปี หรือ ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท (แต่ไม่ได้บอกว่าจะเอางบประมาณส่วนนี้มาจากไหน ก็ไม่พ้นกู้กับเก็บ VAT เพิ่ม) บางพรรคถึงขั้นประกาศลดภาษี VAT เพื่อให้สินค้าถูก ซึ่งถ้าทำได้แล้วไม่ก่อหนี้ให้ประเทศก็ดี เพราะที่ท่านๆแด๊กส์ๆไป ๒๐-๓๐% ในแต่ละโครงการรัฐ ถ้าเลิกได้เราคงมีเงินมาทำนโยบายแบบนี้อีกเยอะ

๒.มีหลักประกันให้เกษตรกร อาทิเช่น เงินประกันรายได้ / บัตรเครดิตชาวนา น่าสงสัยในส่วนของที่มาของงบประมาณเหมือนกัน แต่ที่ได้ใจสุดๆคือ ให้ชาวนามีบัตรเครดิต เอ่อ ท่านครับ ที่มีหนี้กันหัวโตนี่ยังไม่พออีกหรือ!

๓.นโยบายปรองดอง แต่ทั่นๆก็ยังส่งแดงแท้ แดงเทียมมาก่อกวนผู้สมัครพรรคตรงข้าม ไม่ก็ใช้วาจาเชือดเฉือน เหน็บแนมให้เสียดแทงหัวใจ ไม่ก็พรรคปลาไหลที่ปรองดองออกนอกหน้า ตั้งแต่เซ็นต์ MOU กับพรรคเฮียห้อย และก็พร้อมร่วมเพศ เอ๊ยร่วมพรรคกับปูแดง โดยพรรคภูมิใจห้อยก็ ประกาศนโยบายกูไม่เอาปูแดง เอ่อเป็นต้นแบบปรองดองแบบไร้ศักดิ์ศรีจริงๆ

และอีกหลายๆนโยบายที่ซ้ำๆๆๆๆ กัน แต่ก็ยังมีอะไรแปลกๆจาก เสี่ยชูฯที่ออกตัวว่าผมขอเป็นฝ่ายแค้น เอ๊ยฝ่ายค้าน แต่ดูๆน่าจะเป็นฝ่ายแค้น เพราะท่านก็เที่ยวแขวะเค้าไปทั่ว... หรือ พันธมิตรที่ออกมารณรงค์ VOTE NO ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า Vote no จะช่วยอะไรได้ เพราะนักการเมืองบ้านเรา นอกจากหน้าหนากว่ามาตรฐานก็ยัง ยึดเอากติกาที่ได้ประโยชน์ต่อต้นอย่างแข็งขัน อย่างเช่น มี ผู้สมัคร ๒ คน มีคนโหวตได้ ๓คน โหวตโนไป ๒ ก็ยังมี สส.ได้ นอกจากคนทั้งประเทศจะ vote no ๑๐๐% ซึ่งก็เป็นไปได้ยากกกกกกก.......

ตัวผู้เขียนก็เลยนึกครึ้มๆว่า ถ้ามีปัญญาจะตั้งพรรคการเมืองก็ขอเสนอ ทางเลือกใหม่ๆให้ประชาชนชาวสารขันต์ให้เลือกพรรค"พักเถอะประเทศไทย"
ชื่อพรรค : พักเถอะประเทศไทย
กรรมการบริหารพรรค : ท่าน ว. , พระสมปอง , คุณบัณฑิต อึ้งรังษี , ท่านอานันท์ , คุณดำรงษ์ วงโชติปิ่นทอง , โหน่ง a day , โน๊ส อุดม ฯลฯ บรรดาอ.ที่นำแนววิถีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ไปสอนชาวบ้านทั้งหลาย
นโยบายพรรค :
๑) ยกเลิกเก็บเงินภาษีประชาชน ให้เปลี่ยนเป็นการรับบริจาค จากประชาชนโดยตรง ตัวอย่างเช่น ประชาชนไป รพ. ถ้ารู้สึกว่าได้รับบริการดี ก็บริจาคเงินให้โรงพยาบาลนั้นๆ ถ้าไม่พอใจก็ไม่บริจาค , อ่อเงินรายได้หลักจะมาจากภาษี VAT แต่ยกเลิกการเก็บภาษี นิติบุคคล
==>แก้ปัญหาการคอรัปชั่น และเพิ่มประสิทธิภาพ ข้าราชการ

๒) นำนโยบายเศรฐกิจพอเพียงมาใช้ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า คือ ใครใช้ไฟฟ้าเยอะเก็บค่าไฟเยอะ โดยเฉพาะหน่วยงานเอกชน ราชการ , ส่วนชาวบ้านตาดำๆก็เก็บตามอัตราการใช้งาน ถ้าใครเอาแก๊สชีวภาพมาปั่นไฟขายคืนราชการได้ ก็ไม่ต้องจ่ายตังค์แถมมีรายได้
==>ลดการใช้จ่ายเกินตัว เพิ่มการดำรงชีพด้วยเกษตรอินทรีย์

๓)หน่วยงานบริหารส่วนตำบล จะเป็นผู้รับบริจาคและจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น โดยราชการมาเบิกงบกับทาง อบต.แทนที่จะได้เงินเดือนจากส่วนกลาง
ทีนี้ พื้นที่ไหนโกงกินเยอะ ไม่ใช้เศรฐกิจพอเพียงก็ล่มจมกันไป 555+
==>กระจายอำนาจการบริหารอย่างเป็นธรรม

๔)รวมธนาคารรัฐเป็นธนาคารเดียวคือ ธ.แห่งประเทศไทย รับฝากเงินและให้กู้แก่ประชาชน โดยจะมี ๑ ตำบล ๑ ธนาคาร โดยให้ตั้ง ผู้บริหารกรรมการประจำตำบล โดยเอาหลักพุทธศาสนามาเป็นนโยบายหลัก ใครทำความดี ก็มีสิทธิกู้เยอะ ถ้าทำความเลวก็ไม่ได้กู้และไม่มีสิทธิฝาก .... เพิ่มการออม ลดการกู้โดยไม่จำเป็น
==>ส่งเสริมการออม และจริยธรรม

๕)ยกเลิกการประเมิน GDP เป็น GHP คือการประเมินความสุขของคนทั้งประเทศ และส่งเสริมกิจกรรม คิดบวก , คิดสร้างสรรค์
==>สร้างสังคมเป็นสุข

อาจจะเป็นเพียงนโยบายเพ้อฝัน แต่เราสามารถเริ่มได้ที่ครอบครัวของเราแต่ละคน แล้วก็ขยายสู่เพื่อนบ้าน และถ้าทุกๆครอบครัวในประเทศทำ ประเทศสารขันต์ก็จะเป็นประเทศที่ชาวบ้านมีความสุขและได้ พักผ่อน ทุกๆวัน

Sunday, May 15, 2011

positive thinking vs negative thinking

Positive thinking เป็นคำที่เราแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยว่า คิดบวก
Negative thinking เป็นคำที่เราแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยว่า คิดลบ
แต่หากใช้คำไทยๆ ก็อาจจะเรียกว่า คิดบวก คือ การมองโลกในแง่ดี , คิดลบ คือการมองโลกมในแง่ร้าย

ข้อแตกต่างทางด้านจิตวิทยาของสองแนวคิดนี้คือ
คิดบวก คือ มุมมองต่อสถาณการณ์ในด้านที่มอง ผลดีมากกว่าผลเสีย
คิดลบ คือ มุมมองต่อสถาณการณ์ในด้านที่มองผลเสียมากกว่าผลดี

คนส่วนใหญ่จะมองว่า คนคิดบวก หรือ พวกมองโลกในแง่ดีคือ พวกเพ้อฝัน อยู่ในโลกแห่งจินตนาการ และทึกทักเอาเองว่า การมองโลกในแง่ลบบ้าง ก็คือ การมองที่ความเป็นจริงของโลก มองในแง่ของการอยู่รอด ฯลฯ

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าศาตร์ตะวันตกปัจจุบันเริ่มมามองที่ ศาตร์ตะวันออก ซึ่งเน้นเรื่องจิตใจมากกว่า ในอดีตศาตร์ตะวันตก หรือวิทยาศาตร์ จะมุ่งแสวงหาข้อเท็จจริง มองทุกอย่างตามหลักฐาน เหตุ ปัจจัย บวกกับสถาณการณ์ เพื่อหาเป็นข้อสรุปใน พฤติกรรม หรือ เหตุการณ์
แต่ในปัจจุบัน เมื่อวิทยาศาตร์ (ตะวันตก) เริ่มศึกษา ธรรมชาติในแนวทางของ พุทธ,เต๋า,เซ็น โดยเอาการปฏิบัติ ตามแนวตะวันออกมาทดลอง และวัดผลออกมาทางวิทยาศาตร์(ในแง่ของการบันทึก,ผล) ทำให้ วิทยาศาตร์ ได้เห็นความสัมพันธ์ของจิต ที่ส่งผลต่อร่างกาย หรือ ความคิด (ทางกายภาพ)

ทำให้ได้ข้อสรุปพอสังเขป จากการอ่านของผู้เขียน

ความคิดบวก/มองโลกในแง่ดี จะส่งเสริมทางด้านจินตนการ ทำให้คนเรามีกำลังใจ มีความพยายามที่จะทำให้สำเร็จ โดยเอาเป้าหมายมาเป็นที่ตั้ง ใช้ศิลปะหรือจินตนาการ วาดภาพความสำเร็จในอนาคต เป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต หรือทำกิจกรรมหนึ่งๆให้สำเร็จ ซึ่งวิทยาศาตร์พบว่า มันมาจากสมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่ตรงนี้ รวมถึงสารเคมีเอนโดรฟีน ซึ่งทำให้รู็สึกผ่อนคลายเมื่อได้ทำตามที่หวังไว้ และมีผลทำให้ร่างกายผ่อนคลาย มีความพร้อมที่จะเผชิญปัญหา รวมถึงจิตใจที่ฮึดสู้ (กำลังใจดีสุดๆ) สรุปว่า กระทำตามแรงดึงดูด เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย

ความคิดลบ/มองโลกในแง่ร้าย จะมาจาการคิดเชิงตรรกะ มองที่พื้นฐานของความเป็นจริง และคำนวณตามประสบการณ์ทีมีในแต่ละคน ต่อสถาณการณ์หนึ่งๆว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะประสบผลสำเร็จ เรียกง่ายๆว่า มองที่องค์ประกอบของปัจจัย ว่าเป็นเครื่องมือที่ดีพอที่จะทำกิจกรรมนั้นๆให้ประสบผลสำเร็จได้หรือไม่ แต่จะมองในแง่ของความเสี่ยง หรือ ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ่น ซึ่งมาจากสมองซีกขวา และ จะเกิดสารเคมี อะดรีนาลิน เป็นสารที่จะกระตุ้น จิตใจและร่างกายให้แสดงออกตามแรงขับด้านลบ และดึงพลังงานออกจากอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดการอ่อนเพลีย เครียดในขณะดำเนินกิจกรรมนั้นๆ สรุปว่า กระทำตามภาระที่เป็นแรงผลัก

คำถามที่น่าสนใจคือ เราจะใช้สิ่งใดมาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน ในเมื่อการมองโลกในแง่บวก อาจจะทำให้เราพลาดพลั้งได้ง่าย ในทางตรงข้ามการมองโลกในแง่ลบก็จะทำให้เราไม่กล้าที่จะทำกิจกรรมใดๆ หรือดำรงชีวิตอยู่ด้วยความห่อเหี่ยว

ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดคงจะเป็นในแนวทาง พุทธ ว่า เราควรจะต้องฝึกควบคุมจิตให้อยู่ตรงกลาง เพื่อไม่ให้เบี่ยงเบนไปในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป แต่ถ้ากล่าวในเชิงของคนปกติที่ไม่ได้เป็นพระ ก็คือ ทำจิตใจให้อยู่ในสมาธิ มองชีวิตในแง่บวก แต่ดำรงตนในทางที่ไม่ประมาท , เพราะหาก คนเราไร้ซึ่งแรงดึงดููด จากเป้าหมาย หรือความฝัน ชีวิตเราก็คงเหมือนเรือที่ลอยกลางทะเล โดยไร้เข็มทิศ และหากเรา ดำรงชีวิตโดยประมาท ชีวิตเราก็คงเป็นเรือที่มีเข็มทิศ มีกำลังขับเต็มที่ แต่ขาดซึ่ง หางเสือและสมอ ที่จะคอยกำหนด ก้าวย่างของชีวิต และ ปราศจากระบบควบคุมความปลอดภัย

ใช้ชีวิตให้มีเป้าหมาย เพื่อมีแรงดึงดูด มองชีวิตให้ไม่ประมาทจนเกินไป / หรือ อย่ากลัวจนเหมือนกับว่า มีภาระหนักอึ้ง ....... ซึ่งก็คือ ทางสายกลาง

Sunday, May 8, 2011

ลัดดาแลนด์ (&House)

ลัดดาแลนด์ เป็นหนังผีไทยเรื่องแรกที่ผู้เขียนจ่ายตังค์เข้าไปดูในโรงภาพยนต์เป็นเรื่องแรก
เนื่องด้วยเป็นคนกลัวผีมาแต่ไหนแต่ไร และมักจะคิดว่ามีวิญญาณอยู่อีกโลกแต่เป็นโลกเสมือน และอาจจะมาเยี่ยมเยียนเราเป็นบางครั้ง หากภาวะร่างกายและจิตใจเราเปิดช่องว่างของสองโลกออก และอีกเหตุผลหนึ่งคือ หนังผีเอเชีย มันใกล้ตัวมากๆ แต่แปลกที่ดูหนังผีฝรั่งได้แฮะ

จุดสนใจของลัดดาแลนด์ที่ดึงดูดให้ผู้เขียนยอมจ่ายตังค์คือ ดารานำเป็นพี่ก้อง นูโวและคุณป๊อก เนื่องจากทั้งสองคนเป็นดาราที่มีประสบการณ์การแสดงเป็นอย่างดี รวมถึงกระแสโปรโมตว่า ผกก.เป็นคนเดียวกับที่เขียนบท ชัตเตอร์และแฝด ซึ่งเป็นหนังผีที่ผู้เขียนดูแล้วรู้สึกสยองเป็นอย่างยิ่ง บวกกับการได้ดูหนังตัวอย่างและคิดว่าน่าสนใจ เลยยอมควักตังค์เข้าไปดู

ลัดดาแลนด์เป็นหนังที่ผู้สร้างได้แรงดลใจจากตำนานผีของลัดดาแลนด์ที่เชียงใหม่ ซึ่งสถาณที่จริงเป็นเหมือนสวนสามพรานที่สมุทรสาคร แต่ได้ปิดตัวลง คงเพราะผกก.ไม่อยากโดนฟ้องจากทายาท เลยปรับสถาณที่ของหนังเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งชานเมืองเชียงใหม่ ซึ่งดูจากแบบของบ้านทั้งภายในและภายนอกตัวบ้านแล้ว เหมือนหมู่บ้านดังโครงการใหญ่

หนังเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวมีปมด้อยจากการโดนดูถูกจากแม่ยาย ว่าไม่สามารถที่จะดูแลครอบครัวได้ดี เมื่อได้โอกาสทำงานที่เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ต้องย้ายมาอยู่เชียงใหม่ แต่สามารถจะซื้อบ้านได้ก็ยอมพาครอบครัวมาอยู่ที่เชียงใหม่ โดยมีปูมหลังว่าลูกสาวคนโต ได้รับอิทธิพลความรับจากย่าให้รังเกียจพ่อของตน และภรรยาลาออกจากงานเดิม โดยมีหัวหน้างานพัวพันด้านชู้สาว

หนังโยงเรื่องสยองขวัญโดยเริ่มจากคนงานพม่าที่ถูกฆ่าตายในหมู่บ้านจากน้ำมือโจร และกลายมาเป็นวิญญาณคอยหลอกหลอนคนในหมู่บ้าน และโยงเรื่องเข้ามาหาปัญหาครอบครัวของคุณก้อง โดยใช้ปมด้อยของพ่อ และความรังเกียจของลูกมาผูกกับวิญญาณคนใช้ ซึ่งทำให้ปัญหาครอบครัวแย่ลงไปกว่าเดิม

แต่หนังไม่ได้บอกที่มาที่ไปของวิญญาณคนใช้นอกจากถูกฆาตกรรมและตามหลอกหลอนเท่านั้น แล้วจู่ๆหนังก็ไปกล่าวถึงวิญญาณคนข้างบ้าน ที่หัวหน้าครอบครัวเป็นคนอารมณร้อน มีปัญหาการเงิน ชอบใช้อารมณ์กับลูก เมีย และมีแม่ที่พิการ และเมื่อเกิดปัญหาที่แก้ไม่ได้ก็ตัดสินใจฆ่าตรรมยกครัว และฆ่าตัวตาย
และผูกเรื่องความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้านและการตามหลอกหลอน

ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนเห็นว่า บทละครอ่อนไปหน่อยในการผูกเรื่อง ของวิญญาณ และการตามหลอกหลอนคนในหมู่บ้าน แต่สิ่งทีหนังทำได้ดีคือ บทหลอนคนดูว่าเมื่อไหร่ วิญญาณจะโผล่ออกมา นี่น่าจะเป็นพรสวรรค์ของ ผกก.ไทย เพียงอย่างเดียวจริงๆที่เห็นจากหนังผีบ้านเรา แต่หนังก็สนุกพอใช้เมื่อมีดารามากประสบการณ์อย่างคุณก้องและคุณป๊อก ไม่งั้นหนังคงจะจืดไปเยอะ เพราะบทหนังมันไม่ส่ง

อีกเรื่องที่ผู้เขียนอยากบอกคือ ใครที่อยู่บ้านแลนด์ฯ และสภาพบ้านออกจะเก่า แล้วเพื่อนบ้านไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ แนะนำว่าอย่าไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะคุณอาจจะหลอนๆเวลาเข้าบ้านดึกๆ ^^

Thursday, May 5, 2011

apple fever

กระแส iPad2 ในไทยกำลังมาแรงมากสสส์ ซึ่งกำหนดที่จะเปิดตัวน่าจะเป็น July-Aug 2011 ซึ่งถือว่าการเปิดตัว 6 May 2011 ถือว่ามาเร็วกว่ากำหนดหลายเดือน แต่ที่น่าสังเกตคือ การเปิดตัวครั้งนี้มีการกระจายสินค้าไปตามร้าน Power buy , iStudio ซึ่งปกติจะเปิดตัวเพียง iStudio
มีข้อสังเกตุที่น่าพิจรารณาว่า ประเทศสารขันธ์ที่ยังไม่มี 3G ทำไมถึงได้มีการเปิดตัวสินค้าของ apple ไวและเยอะกว่าที่คาด

๑ ประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้บริโภคเบอร์หนึ่งเกิดภัยพิบัติ
๒ จำนวนคู่แข่งในตลาดแท็บเล็ตมีจำนวเพิ่มขึ้นหลายเจ้า
๓ ปริมาณคนใช้สินค้าของ apple เพิ่มขึ้นเยอะกว่าการคาดการณ์
ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลในสองข้อแรกทำให้การเปิดตัวในไทยของ iPad มาเร็วขึ้น
แต่ทำไม iPad หรือ ผลิตภัณฑ์ของ apple จึงเป็น fever และเป็น phenomenal บนโลกกลมๆใบนี้

นั่นเพราะ apple มี Steve jobs ครับ ตาจ๊อบได้ชื่อว่าเป็นคนที่มองผู้ใช้หรือ User ได้ทะลุปรุโปร่ง
โดยมองว่า เทคโนโลยีต้องสนับสนุนการใช้งานให้ง่าย ไม่ใช่ทำให้ผู้ใช้เป็นเซียน
เพราะตาจ๊อบส์รู้ว่าใน technology 100% ที่มี ผู้ใช้จะพอใจเพียงการใช้ 20% ของ technology เท่านั้น
เช่น touch screen ขั้นเทพ , การ Access social network ที่ง่าย ไม่ว่าจะเป็น twitter facebook msn และโปรแกรมช่วยให้ชีวิตดูง่าย เช่น google map , weather และ ความเร็วในการเข้าเว็บของ safari + Games
เพราะจริงๆแล้วผลิตภัณฑ์ของ apple สามารถใช้งานได้เยอะกว่าโปรแกรมที่กล่าวมา หรือ มีเทคโนโลยีที่อัดแน่นกว่าที่ผู้ซื้อหลายคนคิด แต่คนส่วนใหญ่ก็พอใจจะจ่ายแพงกว่า product ประเภทเดียวกันจาก brand อื่นเพียงเพื่อเสพความมสุดยอดที่ apple มอบให้

อีกเรื่องที่แตกต่างจาก brand อื่นคือ ตาจ๊อบส์ใช้ตัวเองเป็น presenter โดยนำเสนอบุคลิกของเขาที่แต่งตัวง่ายๆ เป็นผู้ใช้ที่ดูพื้นๆ เหมือนคนทั่วๆไป แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงประสบการณ์สุดพิเศษ และ technolนgy ขั้นเทพ นั่นทำตาจ๊อบส์เป็นตัวแทนของผู้ซื้อส่วนใหญ่ ที่ไม่ใช่เซียน technology แต่สามารถเข้าถึงได้ง่าย
รวมถึงการสนับสนุนหลังการขายของ iStudio ที่เป็นเหมือน help desk ของผู้ใช้ทั่วโลก ซึ่งโดยความเป็นจริงหากผู้ซื้อ ซื้อทุกอย่างด้วยการจ่ายค่าลิขสิทธ์เหมือนจ่ายให้ apple ใน product brand อื่น ผู้ใช้ก็จะได้ความสะดวกสบายไม่ต่างกัน แต่เนื่องจาก brand อื่นไม่มี help desk ที่ชัดเจน นั่นทำให้ apple แตกต่าง

และที่น่าสนใจคือ product life cycle ของ apple จะทยอยออกสู่ตลาดในทุกๆ 6-8 เดือน ไม่ว่าจะเป็น model change หรือ minor change โดยเรียงลำดับตั้งแต่มี iPod , iPhone ซีรี่แรกๆ
iPod touch, iPhone--->iPhone3G , new iPod touch--->iPad1
iPhone3Gs , iPod touch2--->iPhone4--->iPad2
ซึ่งจะห่างกันในระยะเวลาไม่นาน และจะมีการปั่นกระแสก่อนที่ product จะออกสู่ตลาดประมาณ 1-2 เดือน

นั่นทำให้ apple product ยังเป็น phenomenal อยู่คู่กับสังคมโลก เป็นเวลากว่า2ทศวรรษ ตั้งแต่ตาจ๊อบส์กลับมาเป็นผู้บริหารอีกครั้ง




Saturday, April 30, 2011

เลือกตั้ง-เลือกใคร-เลือกพรรคไหน-ประชาชนจะได้อะไร

จากการติดตามข่าวสารบ้านเมือง พี่มาร์คหน้าหล่อก็นั่งยัน ยืนยัน นอนยันว่าจะยุบสภาภายในสัปดาห์แรกของเดือน ก็จะทำให้ปวงชนชาวไทย ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันอีกครั้ง ภายในเดือน ก.ค.เป็นอย่างช้า
ตามประสาคนที่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาแล้ว 2-3ครั้ง (อาจจะ 4ครั้ง) ก็ยังจะคงไปใช้สิทธิต่อไป และคงจะเลือกพรรคเดิมจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

แต่หากสรุปประเด็นการเมืองจากสื่อทุกช่องทางก็มีกระแสที่ว่า อาจไม่มีการเลือกตั้ง นั่นก็คือ ประเทศไทยเราจะถอยหลังเข้าครองอีกคำรบ เหมือนตอนที่บิ๊กบังออกมาปฏิวัติคนหน้าเหลี่ยม ซึ่งตอนนั้นก็ทำให้ประเทศไทยหยุดอยู่กับที่ราว2-3ปี กับรัฐนาวาที่อาจจะพูดได้ว่า มือสะอาด-ช้า-ไม่ทันสมัย ทำได้เพียงประคับประคองประเทศหลังรัฐประหารได้เพียงเท่านั้น

คำถามคือ ถ้ามีการเลือกตั้ง เราคนไทยควรจะทำตัวอย่างไร
๑ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามครรลอง
๒ เลือกพรรคที่ใช่และพรรคที่ชอบ
๓ โหวตโน ตามกระแสไม่เอานักการเมืองชุดปัจจุบัน

ในประเด็นข้อที่๑-๒ จะกล่าวถึงในภายหลัง แต่จะขอกล่าวประเด็นในข้อที่๓ ก่อน
โหวตโน เพื่อ????
-ไม่เอานักกินเมืองชุดปัจจุบันไม่ว่าจากพรรคไหน เพราะคนปลุกระดมมีสมมุติฐานว่า นักกินเมืองชุดปัจจุบันเป็นพวกโกงกิน ดีแต่พูด คอรัปชั่น และ เปลืองภาษีประชาชนโดยการโดดประชุม
-ต้องการ นายกฯพระราชทานตาม ม.๗ (ซึ่งผู้เขียนไม่รู้ว่าต้องโหวตโนกี่%ถึงจะได้ตามเงื่อนไขนี้)
คำถามต่อประเด็นนี้คือ นักกินเมืองชุดปัจจุบัน เป็นผลผลิตมาจากสังคมไทย ใช่หรือไม่ ถ้าใช่คนในสังคมควรจะเป็นคนแก้ ไม่ใช่โยนภาระนี้ไปให้สถาบันเบื้องสูง เพราะท่านได้ให้อำนาจการปกครองนี้แก่ประชาชนมาตั้งแต่ ร.ที่๗ การที่คนบางกลุ่ม/บางพวก ออกมาใส่ร้ายกันไปมา สร้างม๊อบต่อต้านรัฐบาลก่อน หรือ รัฐบาลนี้ เป็นสิทธิอันชอบธรรม หากไม่มีการละเมิดสิทธิ ของคนอื่น เช่น ไล่ทุบรถนายกฯ ไล่ด่านายกและครอบครัวเวลาเดินพารากอน ถือป้ายด่าอดีตนายกฯที่เป็นมะเร็ง ขณะไปรอต่อเครื่องที่ USA

ถึงเวลาหรือยังที่คนไทย ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาถึง ๗0 กว่าปี จะต้องมามองว่า เราเป็นประชาธิปไตย หรือ เราคนไทยเป็นกลุ่ม พวกมาก ลากไป???
หากเราเป็นประชาธิปไตย เราต้องรู้จักสิทธิ และหน้าที่ของตนเอง รวมถึง เคารพสิทธิของผู้อื่น มีจิตสำนึกที่จะทำความดี ทำสิ่งดีเพื่อประเทศและสังคม มิใช่ทำความดี และหาประโยชน์ให้พวกพ้อง
รังเกียจ/ประณามการคอรัปชั่น ทุกประเภท

แต่กระบวนการนี้อาจจะต้องใช้เวลาอีก ๕-๑0-๒0ปี เพราะเราอาจจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และปฏิบัติ สิทธิและหน้าที่ของเราอีกหน่อย ผมชอบประโยคหนึ่งที่เคยดูในรายการเจาะใจ ที่เอาเทปสมัยพี่มาร์คหน้าหล่อ เมื่ออายุ ๒๗ ที่ถูกถามว่า ทำไมถึงตัดสินใจเล่นการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งพี่มาร์คก็ตอบว่า "ผมตั้งใจที่จะเป็นนักการเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย หากทุกคนหลีกหนีการเมือง เราก็จะได้แต่นักการเมืองหน้าเก่า" ซึ่งจากวันนั้น จนวันนี้ พี่มาร์คก็เล่นการเมืองมากว่า ๒0ปี
ซึ่งอาจจะเป็นเวลานาน สำหรับหลายๆคน แต่สำหรับผม พี่มาร์คที่ถูกคนปรามาสว่าหน้าหล่อ ดีแต่พูด อย่างน้อยเค้าก็ ทำการเมืองมาเป็นระยะเวลานานกว่าคนที่ปรามาสเค้าหลายๆคน รวมถึงได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างกับการเมือง เช่นการตั้งบรรทัดฐานทางการเมืองของรัฐมนตรีในพรรคท่าน (แม้รมต.นอกพรรคท่าน ท่านจะทำอะไรไม่ได้ก็ตามที)

กลับมาที่ประเด็นข้อที่ ๑-๒ ถ้าเราออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
-หากเรายังเลือกตั้งกันแบบเดิมๆ คือ เลือกที่ตัวบุคคล เราก็จะยังได้ผลลัพธ์ของการเลือกแบบเก่า เหมือนเราเลือกลิงจ่าฝูง ที่เลือกเฉพาะคนที่ทำดีกับพวกของเรา (ไม่ใช่ทำดีกับประเทศของเรา) เราก็จะได้ นักกินเมืองที่ทำตัวเป็นโสเภณี ที่ถูกเงินซื้อ/ดูด เข้าพรรคที่มีนายทุนเงินหนา เหมือนกับที่เราเคยเห็นการ รวมพรรคของ ทรท+ควม+กสค เป็นพรรคเพื่อแม้วในปัจจุบัน
ผมไม่ได้มองว่าวิธีการข้างต้นผิด แต่มันเหมือนการ take over บริษัทอื่นเพื่อขยายขนาดของบ.ตัวเอง เพื่อเพิ่มความได้เปรียบ ซึ่งก็เป็นกลยุทธที่ถือว่า ใช้ได้ดีกับสังคมไทย ที่นับถือนักกินเมืองเป็นเทวดา และชอบร้องขอฟ้าขอฝน จากเทวดา แต่นักกินเมืองไม่ได้เป็นเทวดาที่จะมี อิทธิฤทธิ์มาไล่แจกเงิน จึงต้องไปขอจากนายทุน มาแจกคน ดังนั้นห่วงโซ่อาหารของการเมืองไทยแบบเก่า จะเป็น นายทุน---เทวดาปลอม(นักกินเมือง)----คนธรรมดา(จน) , นายทุนก็มากอบโกยจาก ประชาชนผ่านเครื่องมือทางคอรัปชั่นต่างๆ

แต่หากเราลอง ใช่ครับ ผมใช้คำว่าลอง เพราะคนไทยยังไม่เคยทำ คือ เลือกพรรคใดพรรคหนึ่งให้มีเสียง ๘0%ของ นักกินเมืองในสภา เลือกพรรคที่มีคนรุ่นใหม่ หน้าใหม่ๆ แล้วให้เวลาเค้าบริหารประเทศครบเทอม ๔ปี หรือ ๓ ๑/๒ปี ก็ยังดี หากพรรคนี้ทำไม่ได้ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ เราก็อดทนรอ และไปเลือกพรรคอื่นอีกที ในระหว่างนี้ คนไทยก็ต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญ ในการขอแก้ไขกฏหมาย หรือเรียกร้องสิทธิผ่านม๊อบ ผมเชื่อว่า ถ้ามามีม๊อบออกมาสักล้านคน ไม่ต้องเดินขบวนหรอกครับ แค่ไปรวมกันรอบรัฐสภา รัฐบาลก็คงจะทำงานไม่ได้

เราต้องเปลี่ยนนิสัยคนไทยกันใหม่ในการมใช้ประชาธิปไตยให้ถูกทาง ไม่ใช้ประชาธิปไตยแบบกบเลือกนายเหมือน ๗0ปีที่ผ่านมา

คนไทยเป็นกบที่เลือก ขอนไม้ , นกกระยาง มาหลายครั้งหลายคราแล้วครับ แล้วประเทศก็ค่อยๆเจริญ ไปทีละครึ่งก้าว ตามกำลัง แต่ไม่สามารถก้าวกระโดดได้ เพราะคนไทยเรา ขาดความอดทน และใช้ประชาธิปไตยไม่ถูกทาง ....


Thursday, April 28, 2011

เรยา-จตุพร-เจ๊กลิ้ม : มองสังคมไทยผ่านบริบทของ 3ตัวละคร

คืนวันพุธ-พฤหัส 2-3สัปดาห์ที่ผ่านมา ใครที่ไม่ค่อยดูละคร(เช่นผม) จะเห็น post / comment ใน fb เกี่ยวกับคำเหล่านี้ เรยา,แรงส์,เลวได้อีก คุณใหญ,กินหญ้า,โง่ คุณดี๋,ดีเกินไป,เย็น เลยทำให้เกิดความสงสัยว่า มันคืออะไร เกี่ยวกับอะไร ก็เลยไล่ช่องทีวีไปเจอละคร "ดอก(ส้ม)สีทอง" ก็ถังบางอ้อว่า เพื่อนๆใน fb เค้าพูดคุยอะไรกัน

ปกติจะผมจะเป็นคนไม่ดูละครไทย เพราะต่อต้านมานานแล้วว่า ละครไทยมันน้ำเน่า ไร้สาระ มีแต่ฉากตบ-จูบ แย่งผู้ชาย ทั้งๆที่พัฒนาการของตัวละคร เปลี่ยนไปเยอะแล้ว สมัยก่อนพอเข้าใจได้ว่า ลำยองต้องมารยาทไม่ดี เพราะเป็นสาวสลัม แต่เดี๋ยวนี้ พจมานจากบ้านทรายทองก็ยังตบนางร้ายได้ (มีวิวัฒนาการ ก็ว่าได้)
โดยเฉพาะหลังๆ ตัวละครส่วนใหญ่ จะมีบุคลิก เด็กนอก การศึกษาสูง ลูกเศรษฐี แต่ก็ยังมี พฤติกรรมต่ำๆไม่แพ้ลำยองเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

ซึ่งเมื่อเทียบกับละครเกาหลี ที่เราว่าเน่าในเนื้อเรื่อง ชีวิตรันทด บัดซบ ยังไงก็ไม่มี ความต่ำของพฤติกรรมในตัวละคร แต่หลังๆละครเกาหลีก็จะมีบทที่น่าสนใจในเรื่องของ มุขตลก ความคิดแปลกๆใหม่ๆ เน้นไปที่บริบทของเนื้อหา มากกว่าตัวละคร ซึ่งต่างจากของละครไทย ที่เนื้อหามักจะถูกบดบังด้วยบุคลิกต่ำๆ
นั่นทำให้ในทัศนะของผมชอบที่จะดู หนัง Hollywood , ละครญี่ปุ่น, ละครเกาหลี (ไม่มีละครไทย) แล้วก็หันไปดูรายการข่าว หรือ สารคดี ซะมากกว่า

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ จตุพร-เจ๊กลิ้ม???? เนื่องจากเป็นคนชอบดูข่าว รวมถึงติดตามการเมืองพอกระพี้ เลยไพร่ไปดูทีวี เสื้อเหลือง เสื้อแดง ก็บอกได้เลยครับว่าเป็นพันธมิตร 5555+ แต่หลังๆ ด้วยเนื้อหา/ความไม่มีตรรกกะ มีแต่ตรรกกู เลยทำให้มุมมองต่อ คณะพันธมิตร และ นปช. ไม่ต่างกัน คือ พูดเฉพาะเรื่องที่ตัวเองได้ประโยชน์ อ้างสถาบัน หรือประชาชนแบบที่ไม่เคยมีหลักฐานรองรับ ว่าสถาบันหรือประชาชน เห็นด้วยกับท่านมากแค่ไหน ว่าง่ายๆไม่มี poll มาสนับสนุน
รวมถึงลีลา วาจา กริยา ในการไฮปาร์ก ที่ใช้ถ้อยคำหยาบ ด่าพ่อ ล่อแม่ ขู่อาฆาต และให้ร้ายฝ้ายตรงข้าม ยกยอ ยกหาง ให้กับกลุ่มผู้สนับสนุน โดยอาจจะบอกได้ว่า มีเนื้อหาที่ฟังได้ 20% อีก 80% เป็นลีลาโวหาร ต่ำๆของ ตัวเอกที่ช่ำชองในการพูด-ปราศรัย ผ่านจตุพร-เจ๊กลิ้ม

โดยเฉพาะจตุพร ที่มีอภิสิทธิเป็นถึงท่าน สส.ผู้ทรงเกียรติในประเทศสารขันต์ ที่พร้อมจะออกมาให้ข่าว ว่าร้าย ได้รายวัน พูดปด ตอแหล ไม่อยู่กับร่องกับรอย โดยเฉพาะเวลาท่านยิ้มนะ ผมโคตรอยากจะเอาตีนถีบ TV กันเลยทีเดียว

ทางฝ่ายเจ๊กลิ้ม เมื่อก่อนก็ดูจะเป็นคนดี ทำเพื่อสถาบัน ปกป้องประเทศ แต่หลังๆ พอพลพรรคบางส่วน ถอนตัวจากการให้การสนับสนุนการขับไล่ ทั่นนายกหน้าหล่อ ก็กลับมาขุด เรื่องราวฉาวโฉ่ ของอดีตแนวร่วมมาโจมตี มีอย่างที่ไหน คนที่ว่าตัวเองเป็นคนดี คอยอโหสิกรรมให้ จะมาพูดจาให้ร้ายชาวบ้านปาวๆ

แล้วกลุ่มผู้สนับสนุนทั้ง จตุพรและเจ๊กลิ้ม ก็เป็นคนหมู่ใหญ่ (ไม่ใช่คนหมู่มาก) แต่ก็เรียกได้ว่า เป็นตัวแทนของคนไทยบางกลุ่ม เช่นเดียวกับกลุ่มที่ชอบดู ละครเรยา
ข้อเหมือน :
-ทั้งเรายา-จตุพร-เจ๊กลิ้ม ก็มีพฤติกรรมต่ำๆ หยาบ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี
-คนบางกลุ่ม(ใหญ่) ติดตามดู ชม ชอบ กันตลอดเวลา

คำถาม :
-คนไทย ชอบเรื่องต่ำๆ เพราะมันโดนใจ
-คนไทย มีพฤติกรรมดิบๆแบบนี้ ฝังอยู่ในจิตสำนึห
-คนไทย เป็นแบบนี้

ผมคงไม่เลือกคำตอบ / หรืออาจจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ แต่ทรรษคติ ที่ผมมีต่อ ละคร/การเมืองแบบม๊อบๆ คือเรื่องเดียวกัน คือ มันไร้สาระ น้ำเน่า
เพียงแต่อยากให้คนไทย ออกห่างเรื่องแบบนี้บ้าง เพราะยิ่งเราเสพ เรื่องแย่ๆบ่อยๆ แม้ว่า บางคนจะบอกว่า มันเป็นตัวอย่างให้ดูสิ่งไม่ดี เพื่อจะได้ไม่เอาเยี่ยงอย่าง มันก็ฟังไม่ขึ้น เพราะผมมีความเชื่อว่า คนที่ดู/ทำ เรื่องแย่ๆ ซ้ำๆ เค้าจะมีพฤติกรรมที่ดี ไม่ได้ฉันท์ใด ก็เหมือน คุณจะปลูก ถั่วงอก แต่อยากได้ มะม่วงไม่ได้ ฉันท์นั้น

Monday, April 25, 2011

ชุดนักเรียน/แบบฟอร์มนักศีกษา

ประเทศสารขันต์มีกำหนดให้เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาจะต้องสวมชุด/แบบฟอร์ม เพื่อแสดงออกถึงการมีสถานะของการเป็นนักเรียน-นักศึกษา ตั้งแต่อายุ 4ขวบ จวบจนจบมหาวิทยาลัย 21-22ปี
ซึ่งทำให้มีการกำหนด สีเสื้อ-กางเกง ตามแนวทางของสถาบันการศึกษา จำแนกได้ดังนี้
วัยก่อนปฐม เสื้อ-ขาว กางเกง-น้ำเงิน กระโปรง-น้ำเงิน
วัยปฐม เสื้อ-ขาว กางเกง-น้ำตาล กระโปรง-น้ำเงิน
วัยมัธยม เสื้อ-ขาว กางเกง-น้ำตาล/ดำ/เทา กระโปรง-น้ำเงิน/ดำ/เทา
วิชาชีพ/มหาวิทยาลัย เสื้อ-ขาว เกง-ขายาวสีดำ กระโปรง-สีดำ
ปล.แล้วแต่ข้อกำหนดขอสถาบัน

คำถาม ทำไมต้องมีแบบฟอร์ม มีแล้วไม่มี มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร
ข้อดี
-เป็นระเบียบเรียบร้อย บ่งบอกว่าเป็นนักเรียน/นักศึกษาของสถาบันใด
-ชุดนศ.สาว มีหลายแบบให้เลือก จะโชว์นม หรือ โชว์จิ๋ม ฮ่าๆๆๆๆ ถ้าไม่มีก็จะกลายเป็นแต่งตัวล่อแหลม(หากเป็นชุดลำลองพวก เสื้อยืดรัดรูป-กระโปรง3นิ้ว) แต่ถ้าเป็นชุดเครื่องแบบจะลดความอนาจารไปครึ่งนึง
-ข้ออื่นๆ...... คิดไม่ออกแฮะ

ข้อเสีย(หรือถ้าไม่มีจะมีประโยชน์อะไร)
-ใช้บัตรนร.แทน ชุดฟอร์มได้แถมยังหัดให้เด็กมีความรับผิดชอบ หากกลัวว่าจะมีคนมาปะมนนสถานศึกษา
-เปลืองค่าใช้จ่ายในการซื้อ ชุด/เครื่องแบบ แม้ปัจจุบันจะรัฐจะอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ คำถามคือ ถ้ายกเลิกกฏนี้ไป คนที่เสียประโยชน์คือเอกชน แล้วรัฐจะเดือดร้อนไปทำไม หรือรัฐมีส่วนได้-เสียกับเอกชน หรือกลัวอุตสหกรรมสิ่งทอจะล่มสลาย

หากเรามองดูประเทศตะวันตกจะยกเลิกเรื่องชุดเครื่องแบบไปในหลายๆวงการ ไม่ว่าการศึกษา/ราชการ/เอกชน คงเหลือไว้เพียง กลุ่มทหาร ตำรวจ ผู้รักษากฏหมาย ขนาดคุณหมอเค้ายังไม่สวมเสื้อกราวเดินห้างเหมือนบ้านเรา
แม้แต่ประเทศญี่ปุ่น ก็คงเหลือไว้เฉพาะวงการการศึกษา ถึงแค่ระดับมัธยม เพราะเค้าให้อิสระ คนในการคิดที่จะแต่งกาย แต่อาจจะดูให้เหมาะตามกาละเทศะ

ในส่วนของประเทศไทย หากมองว่าทำไมวัฒนธรรมการแต่งกายให้มี ชุดฟอร์มก็น่าจะมีเหตุผลหลักๆ ดังนี้
- คอรัปชั่น : มีแน่ๆ แต่ไม่มีใบเสร็จ ถ้าไม่มีจะบังคับให้เด็กนักเรียน-นักศึกษา กว่า 4-8 ล้านคนซื้อเสื้อผ้าแต่งไปโรงเรียนทำไม คิดง่ายๆ ค่าใช้จ่ายชุดละ 200 บาทต่อปี ก็เป็นวงเงิน 200x 4ล้าน = 800ล้านบาท ถ้าต้องซื้อคนละ 3 ชุด ก็เป็นเงิน 2,400 ล้านบาท ต่อปี ถ้านักกินเมืองได้ส่วยอยู่ที่ 20% ก็เป็นวงเงิน 480ล้านบาท ต่อปี
- ชุดฟอร์ม เป็นการแบ่งชนชั้นวรรณนะ ที่คนไทยยังยึดถือกันมาแต่โบร่ำโบราณ เพราะคนไทยถือว่าการเป็นราชการ คือการเป็นเจ้าคนนายคน , คนแต่งตัวภูมิฐาน คือคนมีการศึกษา , คนใส่เสื้อผ้ามียี่ห้อ(แบรนด์) คือ คนมีฐานะ

น้อยคนที่จะมองว่า เพียงให้นักเรียน-นักศึกษา สวมชุดแต่งดายที่เป็นการเคารพสถานที่ และเหมาะกับสภาพอากาศแบบไทยๆ หรือเหมาะกับการใช้งานในแต่ละวัย ก็เพียงพอ..... มีอย่างที่ไหน เมืองไทยเมืองร้อน แต่พนักงานออฟฟิสไทย ต้องใส่สูท ผูกไทท์ หรือ สวมกระโปรงยาวแคบ มีชุดสูทครึ่งตัว

เราลองมาออกแบบชุดฟอร์มของ นักเรียน-นักศึกษาใหม่ ดูไหมครับ
วัยก่อนปฐม เสื้อ-ยืด สีอะไรก็ได้ กางเกง-ขาสั้น สีอะไรก็ได้ รองเท้าผ้าใบ
วัยปฐม เสื้อยืด-เชิ๊ต สีไม่กำหนด กางเกง-ขาสั้น/ยาว สีไม่กำหนด รองเท้่าผ้าใบ , กระโปรง-ยาว
วัยมัธยม เสื้อยืด-เชิ๊ต สีไม่กำหนด กางเกง-ขาสั้น/ยาว สีไม่กำหนด รองเท้่าผ้าใบ , กระโปรง-ยาว
วิชาชีพ/มหาวิทยาลัย เสื้อ-เชิ๊ตไม่จำกัดสี กาเกง-ผ้าขายาว กระโปรง-ยาวต่ำกว่าเข่า รองเท้าคัตชู หรือรองเท่าหนัง

อืม.... เราจะประหยัดกันไปได้เท่าไหร่นะ ก็ราวๆ 50% จากที่ประมาณการในตอนต้นก็แล้วกัน แล้วก็ไม่ต้องไปจ่ายส่วยนักกินเมืองอีกด้วย

มาช่วยกันรณรงค์ยกเลิกชุดฟอร์มกันเถอะ ครับ


Tuesday, February 22, 2011

การลงทุน-การขับรถ-ชีวิต

ช่วงนี้กระแส money management/investment ค่อนข้างเยอะตั้งแต่ชาวโลกได้รู้จัก Robert T Kiyosaki , อีกกระแสที่กำลัง in-trend คือ Law of attraction หรือมุ่งหาสิงที่รัก
อยากจะบอกว่าทั้งสองเรื่องเป็นสิ่งใหม่(ไม๊) ที่ไม่ค่อยมีคนอยากจะเปิดเผยเท่าไหร่ แต่เมื่อมีผู้เริ่มก็มีผู้ตาม นี่คือกระแสของมนุษย์
ถามว่าเป็นสิ่งดีไหมที่มีเรื่องเหล่านี้อุบัติขึ้นในโลก ก็บอกได้ว่าทุกเรื่องดีหมดครับ แล้วแต่เราจะเลือกมองที่มุมไหน เพราะชีวิตมนุษย์มีเรื่องให้ทดลอง แก้ไข และดำเนินไปทุกวัน
วันนี้เลยอยากจะเสนออีกวิธีคิดนึง เพื่ออธิบายเรื่องทั้งสองเรื่องให้เข้าใจง่าย (แต่คนขับรถไม่เป็นอาจจะไม่ชอบ ฮ่าๆๆๆ)
การขับรถ---->การลงทุน---->การใช้ชีวิต
ทั้งสามอย่างนี้มีข้อที่เหมือนกันดังนี้

ก.เป้าหมาย ใช่แล้วจะขับรถก็ต้องรู้ว่าจะขับไปไหน ไปทำไม ไปเพื่ออะไร แม้แต่จะเพื่อขับชิลๆก็ตามที่ เพราะฉะนั้นต้องตั้งเป้าหมายให้ได้ก่อน ว่่าอยากจะไปที่ไหน ลงทุนไปเพื่ออะไร และ เป้าหมายของชีวิตหรือความฝันของชีวิตคืออะไร

ข.เส้นทาง ครับ จะขับรถก็ต้องรู้เส้นทางหรือมีแผนที่ จะลงทุนก็ต้องมีวิธีการหรือเคล็ดลับ จะใช้ชีวิตก็ควรจะต้องรู้ว่าอยากจะใช้ชีวิตแบบไหน หากคุณเคยขับรถหลงทาง ก็อย่าเสียใจเลยที่ คุณจะใช้ชีวิตผิดๆไปบ้าง เพราะการหลงทางไม่ได้แย่เสมอไป อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้รู้ว่าขับแบบไม่มีแผนที่ก็ทำให้เสียเวลา ชีวิตที่ไม่มีแผนการก็เสียเวลาเช่นกัน กับการลงทุนหากผิดวิธีหรือที่เราเรียกว่ามั่ว มันก็ทำให้ขาดทุนก็เท่านั้น ที่สำคัญคือ ต้องกับมาหาแนวทางของตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้เดินทางไปด้วยความสุข

ค.เวลา นี่คือปัจจัยที่ต้องคิดให้เยอะแต่คิดให้ไว ทำให้เร็ว เพราะเวลาเป็นต้นทุนที่ใช้แล้วหมดไป เหมือนคุณจะเดินทางไปเที่ยวในวันหยุด หากมัวแต่หลงทาง รถเสียก็ไม่ได้ไปเที่ยวพอดี ชีวิตคนเราก็มีวันหมดอายุ ดังนั้นการจะทำทุกอย่างตามแผนการควรจะมีเวลากำหนด เพื่อให้เราไม่เขว หรือกลับตัวได้ทัน

ง.สภาพการเดินทาง หรือปัญหา ขับรถทางโค้ง ทางขึ้นเขา ลงเขา ถนนขรุขระ นั่นเป็นสิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้ แต่เราเตรียมตัวที่จะรับมือกับมันได้ แต่บางเรื่องมันก็สุดวิสัย ก็คงต้องทำใจเท่านั้น ชีวิตและการลงทุนก็คล้ายกัน มีหลายอย่างที่เราไม่รู้ หรืออาจเกิดขึ้นทั้งๆที่รู้ ดังนั้นเราก็ต้องมีเสบียงหรือแผนสำรองสำหรับชีวิต มีเงินสำรองเผื่อการลงทุนที่ผิดพลาด เพราะคุณไม่มีทางรู้ ว่าเราจะป่วยวันไหน หรือเศรฐกิจจะแย่เมื่อไหร่ การเตรียมพร้อมทุกสถาณการณ์คือสิ่งจำเป็น

จ.เพื่อนร่วมทาง ใช่แล้วครับ เดินทางคนเดียวมันเหงา ใช้ชีวิตคนเดียวมันเศร้า ลงทุนคนเดียวมันตันๆ เพราะฉะนั้นหาเพื่อนร่วมทางให้ได้ครับ เพื่อเป็นคู่คิด ร่วมทุกข์ ร่วมสุข และแบ่งปัน อย่าใช้ชีวิตคนเดียว มันเศร้า

หวังว่าแนวคิดนี้อาจจะพอให้ทุกคนได้หันมามองวิธีการปัจจุบันของตัวเอง เพื่อลองค้นหาเป้าหมาย แนวทาง เพื่อนร่วมทาง เพื่อให้การใช้ชีวิตทุกวัน เพื่อให้มีความสุขกับทุกวันของชีวิต ตราบจนวันที่มีลมหายใจสุดท้าย

Friday, February 18, 2011

ชีวิตคือการลงทุน

สมัยเด็กๆ ; โตขึ้นอยากเป็นอะไร / ตอบ หมอครับ
สมัยมัธยมต้น ; จะต่อสายสามัญ หรือ สายวิชาชีพ / ตอบ สายสามัญครับ แต่ไม่เป็นหมอละ
สมัยมัธยมปลาย ; จะเรียนคณะไหน / ตอบ ตามความถนัดและความชอบ ขอเลือกคณะวิศวฯครับ
สมัยมหาลัยปี1 ; จะเรียนต่อสาขาไหน / ตอบ ตามความถนัดและเป้าหมายเพือเรียนจบ IE ครับ
สมัยเริ่มทำงาน ; อยากทำงานโรงงานแบบไหน / ตอบโรงงานญี่ปุ่นสิ จะได้หัดภาษา ทำงานกับต่างชาติ
ปัจจุบัน ; อยาก.....รวยจากการลงทุน

มันคงจะง่ายหรือดีกว่านี้ถ้าเรารู้ความต้องการที่แท้จริงของเราล่วงหน้า ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จอย่าง Tiger wood , Steve jobs , คุณธนิน เจียรวนนท์ คนกลุ่มนี้ค้นหาเป้าหมายของตัวเองได้เร็วกว่าคนอื่น และลงทุนกับทุกสิ่งที่เรียนรู้เพื่อเป้าหมายของชีวิต

สังเกตุไหมครับว่า คนดัง คนรวย คนที่ประสบความสำเร็จจากชาติตะวันตก จะค้นพบตัวเองเร็วกว่าคนเอเชีย เพราะการถูกเลี้ยงดูที่แตกต่าง การถูกฝึกให้คิด และปฎิบัติ ทำให้เด็กชาติตะวันตกมีกระบวนการคิดที่ดีกว่า ลองผิดลองถูก มีประสบการณ์ และ ตกผลึกความคิดได้ไวกว่า

ในสังคมไทย การห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบว่าห้ามทำนั่น ทำนี่ ดุเด็กเพื่อให้หยุด เป็นความเข้าใจที่ผิดของผู้ใหญ่ ด้วยความเป็นห่วงว่าอาจจะเกิดอันตราย ในทางกลับกัน ตอนไปเที่ยวทะเลตรัง ณ ชายหาดบนเกาะ ผมเห็นพ่อ-แม่ชาวสวีเดน ปล่อยให้ลูกสาววัย 3 ขวบและลูกชายวัย 5 ขวบเล่นริมทะเล โดยเดินอยู่ใกล้ๆและไม่ได้ห้ามทำอะไร เพียงแต่คอยเดินตามและตอบคำถามลูกๆ ถ้าเป็นเด็กไทยคงโดนดุว่า ถามอะไรหนักหนาขี้เกียจตอบ

นั่นทำให้กระบวนการคิดของคนไทยอาจจะช้ากว่าชาติตะวันตก ขาดประสบการณ์จากการเรียนรู้ หรือไม่สามารถจะขวนขวายหาความรู้ได้ด้วยตัวเองได้มากและเร็ว นั่นทำให้กว่าที่จะรู้เป้าหมายในชีวิต ก็อาจจะต้องเสียเวลา ที่เป็นต้นทุนของชีวิตมากไปหน่อย (กว่าจะรู้ตัวก็เกือบ 30)

แต่นั่นไม่ได้เป็นข้อเสียอะไรมากมาย เพราะอย่างน้อยก็มีกระบวนการคิด ตกผลึกแม้จะนานสักหน่อย แต่ทุกอย่างไม่สายเกินไปหากเราเริ่มลงมือทำ แต่จะเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากเสียต้นทุนเวลาไปกับรอการตัดสินใจของตัวเอง เพียงเพราะมัวแต่คิดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจนไม่เป็นอันลงมือทำ

การลงทุนให้ชีวิต สิ่งสำคัญ คือ กระบวนการคิด เป้าหมาย วิธี/แผนการ เวลา ประสบการณ์ และ โอกาส
สิ่งที่เป็นต้นทุนแพงที่สุดคือ เวลา เพราะยิ่งเริ่มเร็ว ก็มีประสบการณ์เยอะ (ทั้งผิด ทั้งถูก)
ดังนั้นเวลา และประสบการณ์ จะมาพร้อมๆกัน เวลาเป็นต้นทุนที่หมดลงทุกวินาทีที่หายใจ
แต่เวลาจะไม่สูญเปล่า และ มีประโยชน์ ถ้าเรามีเป้าหมายที่แน่ชัด รวมถึง วิธี/แผนการ ที่แน่นอน
ซึ่งมาจาก การมีกระบวนการคิดที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ จากการเลี้ยงดูที่เปิดโอกาสให้เราได้คิด
สิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้หากจะประสบความสำเร็จ คือ โอกาส (สร้างเอง มีคนมอบโอกาสให้ หรือ ฟ้าลิขิต)
เพราะโอกาสจะเป็น short cut ไปสู่ความสำเร็จได้เร็ว

หลายๆคนมักจะคิดว่า จะทำนั่น ทำนี่ ถ้า???? นั่นทำให้คนเหล่านี้ยังไม่แสวงหาเป้าหมาย วิธีการให้แก่ตัวเอง ได้แต่นั่งรอโอกาส
แต่หากเราเปลี่ยนตัวเองใหม่ว่า เราต้องการอะไร(เป้าหมาย) และเรากำลังทำอะไร (วิธีการ) โดยเริ่มลงมือทำในสิ่งที่เราทำได้ (เวลา/ประสบการณ์) และ แสวงหาความรู้ ช่องทาง (โอกาส) เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
นั่นจะทำให้เราสามาถที่จะลงทุนกับชีวิตอย่างถูกวิธี

ไอน์สไต กล่าวว่า สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของโลกนี้คือ วิธีคิดดอกเบี้ยทบต้น (ทำให้เงินคูณทวีไปตามหน่วยของเวลา) แต่ผมอยากจะบอกว่า สิ่งมหัศจรรย์สำหรับการลงทุนในชีวิตคือ การทำซ้ำกระบวนการข้างต้น (ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ)

Sunday, February 6, 2011

Lotus vs 7-11

ย้อนกลับไปสัก 10ปีก่อน หลายๆคนคงรู้จัก Lotus & 7-11 ในรูปแบบที่แตกต่างกัน

Lotus หรือ Tesco-lotus คือ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่กลุ่มทุน CP ขายให้กับ TESCO ของอังกฤษ หลังช่วงวิกฤติฟองสบู่ปี 2540 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการตัดแขน เพื่อรักษาชีวิต ตามหนังกำลังภายในจีน ซึ่งทำให้ตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ของบ้านเรามี ผู้เล่นเพิ่มหน้าใหม่ แต่ชื่อเดิม ได้แก่ BigC (central) Tesco-lotus(อังกฤษ) Carfour(ฝรั่งเศส) และ Makro (ไต้หวัน ; ถ้าจำไม่ผิด)

ส่วน 7-11 ถือว่าอยู่ใน segment ร้านค้าสะดวกซื้อ ที่มี Fresh mart , Family mark & 108shop ไม่นับ ร้านสะดวกซื้อของปั๊มน้ำมัน อย่าง select , Jiffy , ใบจาก ฯลฯ ซึ่งถือได้ว่า 7-11 ของค่าย CP เป็นขาใหญ่

แต่เชื่อไหมว่า 7-11 ผ่านมาเกือบ 20ปี มีจำนวนสาขาไม่ต่ำกว่า 1,500 สาขาเปรียบกำลังซื้อได้เหมือนห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ บางสาขาอยู่ห่างกันไม่ถึง 100m แต่ก็ยังอยู่ได้ เรียกได้ว่า ทำเลที่ 7-11 ไปสถิตย์อยู่ ได้กลายเป็นทำเลทอง และสร้างชุมชนขนาดย่อมที่เรียกว่า mini night market (ตลาดโต้รุ่ง) เพราะ 7-11 เปิดทำการตลอด 24 hrs.
ทำให้ 7-11 กลายเป็นผู้ขายรายใหญ่ของร้านค้าสะดวกซื้อ และมี buying power ที่ทำให้ supplier ไม่กล้าหงอ แถมยังต้องคอยง้อ อยู่ตลอดเวลา ยิ่งมีบริการ counter service ทำให้กลุ่มลูกค้าของ 7-11 เพิ่มมากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ความสะดวกให้แก่ชุมชน

กลับมามอง Tesco ถือได้ว่าเป็น ค้าปลีกเบอร์1 ของประเทศไทย ณ เวลานี้ แต่ก็ยังไม่ประมาท หลังจากที่ไม่สามารถได้ deal คาร์ฟู ทำให้ Tesco ต้องหันมารุกหนักในการขยายสาขา ห้าง super store แต่เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากทำการทดลงอ Tesco-mini market ตามปั๊ม ESSO (อังกฤษ) ได้ 3-5 ปี ทาง Tesco ก็ปล่อยไม้เด็ด ร้านค้าปลีก Tesco ; Lotus express เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ค้าปลีกบ้านเรา

แต่ที่ทำให้กระเทือนก็คงจะเป็น Lotus-express ของ Tesco นี่แหละที่กลายมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ 7-11 ไม่เฉพาะเป็น ร้านค้าไซส์ใกล้เคียงกัน ที่ขายสินค้าหลายอย่างในราคาที่ถูกกว่า (ไม่มีก็แค่ อาหารกล่อง กับ หนมจีบ ซาลาเปาเท่านั้นล่ะ) แต่ lotus express ยังมีแผนการตลาดที่ดุเดือด ด้วยการเปิดร้านในทำเลเดียวกับ 7-11 โดยยึดคติ เอ็งไปไหน ข้าไปด้วย

7-11 ถือว่ามีฝ่ายวิจัยตลาดหรือ ทำเลที่ตั้งร้านที่เข้มแข้ง เรียกได้ว่าทำเลที่ 7-11 ไปเปิดจะต้องเป็นทำเลทองของย่านนั้นๆ ไม่ก็เป็นทำเลที่การันตี รายได้ในแต่ละเดือน แต่ Tesco ก็ลงมาลุยแบบจัดหนัก คือ ยอมจ่ายแพงในค่าเช้าสถานที่ แต่ลดภาระเรื่องการวิจัยตลาดไปทันที โดยเปิดบริการใกล้ 7-11 (เพราะถือว่าผ่านการสแกนทำเลมาเรียบร้อยแล้ว) แต่เน้นขายสินค้าประเภทเดียวกันในราคาถูกกว่า

จนทำให้คุณกอรปศักดิ์ได้เปลี่ยนกลยุทธ ของ7-11 จากสะดวกสบาย กลายเป็น อิ่ม สะดวก โดยเน้นไปที่อาหารสำเร็จรูปที่ 7-11 มี CP เป็นผู้สนับสนุนหลัก แต่ในส่วนของ Tesco ยังเน้นการซื้อของสดจากคู่ค้า

เกมส์การค้าระหว่าง 2 เจ้านี้ในร้านค้าสะดวกซื้อ คงมีอะไรที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ให้คอการตลาดและค้าปลีกได้ติดตาม แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ร้านโชห่วยไทย ที่รัฐฯไม่เคยเหลียวแล ไม่มี supply chain แถมยังขายสินค้าในราคาที่เท่ากัน หรือ แพงกว่า Tesco , 7-11 แม้ว่า ร้านค้าส่งคนไทยได้ปรับตัวเองให้กลายเป็น Mart ค้าส่งสินค้าไปแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ว่า Mart และร้านโชว์ห่วยไทย ที่เปรียบดังหญ้าแพรกจะอยู่รอดได้ ท่ามกลางการประสานงาของ พญาคชสารจากไทย กับ ช้างแมมมอธอังกฤษ

future & option

ไม่ได้มาพูดเรื่องการลงทุน เพราะยังไม่เข้าใจการลงทุนทั้งสองแบบ future & option คือการเทรดอนุพันธ์ แต่ผู้เขียนยังแยกไม่ออก

แต่ชอบคำสองคำนี้มาก
future คือ อนาคตที่เราจะต้องดำเนินไป หรือ คือสิ่งที่เราคาดหวังจะให้เป็น
option คือ ทางเลือก / ตัวเลือก

พอเอาสองคำนี้มาอยู่ใกล้ๆกันก็ได้ความหมายเกี่ยวกับ ทางเลือกเพื่ออนาคต ใช้แล้วครับ การเลือกทางเลือก เป็นการกำหนดอนาคต
มนุษย์เราลืมตาตื่นก็ต้องทำการเลือกแล้ว คือ เลือกจะตื่น หรือ เลือกจะนอน , เลือกจะตื่นเช้า หรือ เลือกจะตื่นสาย , เลือกจะทำงานบ้าน หรือ เลือกจะนั่งเฉยๆ
พอเลือกแล้ว ก็จะได้ผลลัพธ์ตามมาทันที คือ อาบน้ำ แปรงฟัน หรือ อยู่บนเตียง , มีเวลาเตรียมตัวก่อนไปทำงาน มีเวลาเดินทางล่วงหน้า หรือ ไปทำงานไม่ทัน ไม่ได้แปรงฟัน , ทำงานบ้าน บ้านสะอาด หรือ บ้านรกยังกะรังหนู

จะเริ่มเห็นภาพแล้วนะครับว่า คนเราชีวิตพัวพันกับ ทางเลือก และ อนาคตตลอดเวลา แต่ใช่ว่า การเลือกที่ดี จะได้อนาคตที่ดีเสมอไป นั่นขึ้นกับการวางแผนที่ดี และการลงมือทำแต่ เนิ่นๆด้วยนะครับ ถึงจะได้ อนาคตดังที่ต้องการ

รวมถึงการลงมือทำ ยังต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ตามแผนการ มีการติดตามประเมินผลให้เป็นไปตามแผน ตามเป้าหมายแต่ละขั้นตอน ถึงจะได้ อนาคต หรือเป้าหมายใหญ่อย่างที่ใจหวัง และยังต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการ หรือ ทางเลือก ในกรณีที่ทางเลือกที่ผ่านมามันไม่สร้างความก้าวหน้า หรือ ผลที่จับต้องได้

ดังนั้น จะพูดได้ว่า ทางเลือก และ อนาคต จะสัมฤทธิ์ผล ต้องมีการ ลงมือทำตามแผนการ และมีการปรับปรุงอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้น ทางเลือก ก็จะยังเป็นทางเลือก อนาคต ก็จะยังเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อยู่อย่างนั้น นั่นเอง (พูดง่ายๆ เจ้าความคิด + ฝันกลางวัน)

แต่หาก ทางเลือก + การลงมือทำตามแผนการ + การปรับปรุง = อนาคตที่จับต้องได้+ความสำเร็จ
เพราะฉะนั้น ลงมือทำ เพื่อไล่ล่าอนาคตที่เราต้องการ ด้วยทางเลือกของเราเองกันเถอะครับ

story position brand

หัวเรื่องที่จั่วไว้ มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น และเป็นตัวส่งเสริมกันและกันอย่างแยบยล
ยกตัวอย่างนะครับ

กาแฟดอยช้าง กับ กาแฟอะเมซอน
ไทยประกันชีวิต กับ aia
ไนกี้ กับ ฟุตบอลไทย (ผลิตภัณฑ์กีฬา)

การสร้างเรื่องราวจะเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของ สินค้าหรือบริการ ซึ่งจะช่วยให้ ยี่ห้อหรือแบรนด์ติดตลาด และส่งผลถึงราคาของ สินค้าหรือบริการว่าต้องการจะรองรับผู้บริโภคกลุ่มใดแรงซื้อเท่าไหร่

เรื่องการสร้างเรื่องราวคงต้องยกให้ชาติทางยุโรปหรืออเมริกา เพราะทำกันมานาน น่าจะเรียกได้ว่ามี นวัตกรรมทางด้านนี้มานาน ทำให้สินค้าค่อนข้างจะเป็นที่ดึงดูด แท้ที่จริงเบื้องหลังของสินค้าก็ผลิตในประเทศโลกที่ 2-3 ที่เราเรียกกันว่า OEM หรือ รับจ้างผลิต ซึ่งเจ้าของสินค้าหรือแบรนด์จะได้ margin จากการตลาดอยู่ที่ 2-3เท่าจากราคาต้นทุน จริงๆต้องคิดค่าการจัดการหรือ supply chain ให้ด้วย เพื่อไม่เป็นการกล่าวร้ายเจ้าของแบรนด์กันมากเกินไป

กลับมาที่การสร้างเรื่องราวต่อดีกว่า
กาแฟดอยช้าง เป็นกาแฟไทยผลิตอยู่ทางเหนือ มีการคัดสรรพันธุ์กาแฟอย่างดี ปลูกในที่สูง มีสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ได้กาแฟรสชาติดี ผ่านวิธีการคั่วที่พิเศษ และมีรสชาติดี ผ่านการดูแลโดยคนไทยที่รักกาแฟมาหลายสิบปี ราคากาแฟเริ่มต้น แก้วละ 80 บาท

กาแฟดอยช้างมีชนิดพิเศษเรียก กาแฟขี้ชะมด ต้องเอาเมล็ดกาแฟไปให้ชะมดกิน แล้วถ่ายออกมา(เพราะกระเพาะชะมดย่อยเมล็ดกาแฟไม่ได้) เมล็ดกาแฟที่ได้จะมีกลิ่นหอมกลมกล่อมเป็นพิเศษ แต่รสชาติของกาแฟจะเป็นตามสายพันธ์ ซองหนึ่งราคา 2-3พันบาท (ถ้าจำไม่ผิด)

กาแฟอะเมซอน เป็นกาแฟบราซิล มีขายตามปั๊ม ปตท. รสชาติอร่อย หอม แต่ไม่มีเรื่องราว ราคาเริ่มต้น 40 บาท แต่ของเค้าก็อร่อยนะ (ขึ้นกับความสามารถคนชง)

เห็นไหมครับเรื่องราว สร้างมูลค่าและกำหนดตำแหน่งของสินค้าได้ เอ้าๆๆๆ อีกตัวอย่างจะหาว่าโม้

nike / football thai เชื่อไหมว่าโรงงานมาตรฐานที่ผลิตสินค้าให้สองยี่ห้อนี้ อยู่ในไทย และต้นทุนค่าจ้างผลิตแทบจะต่างกันไม่มาก(ไม่รวมค่าวัตถุดิบ)
football thai อยู่ในกทม. แต่ nike อยู่ ตจว. แล้วทำไมราคาขายถึงต่างกัน 2-3 เท่า!!!
เพราะ nike มีการสร้างแบรนด์อย่างมีระบบ รวมถึงระบบการจัดการที่ดี และ ระบบการตลาดที่ยอดเยี่ยม
สัญลักษณ์ของ nike คือ swoosh เชื่อไหมครับ ปกติ สัญลักษณ์เป็นเครื่องบอกแบรนด์ แต่ nike ใส่เรื่องราวเข้าไปว่า swoosh มาจากการตั้งชื่อของ นศ.ในอเมริกา เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงพลวัตร (โอ้ๆๆๆๆ อะไรเนี่ย ไอ้เครื่องหมายถูกตัวอ้วนๆนี่นะ) เท่านั้นแหละ swoosh ก็ดูดี กว่า adidas / เสือกระโดด ; puma ไปเลย ไม่ต้องไปเทียบ football thai ครับ ชื่อบอกความหมายโต้งๆ ไม่ต้องแปล ไม่มีเรื่องราว
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ชาติตะวันตก และชาติเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี กำลังสร้างนวัตกรรม ที่ดีขึ้นและสร้างเรื่องราวมาสนับสนุน แบรนด์ และกำหนดตำแหน่งของเค้าได้ดีกว่าประเทศไทย ทำให้เรายังเป็นเพียงชาติรับจ้างผลิต ชาติแรงงาน ฯลฯ

แต่ยังดีที่ยังมีบางบ. เช่นไทยประกัน ที่ใช้การสร้างเรื่องราว มาสนับสนุนผลิตภัณฑ์ ทำให้คนไทยสนใจบ.ประกันของไทยได้มากกว่า aia โดยใช้เรื่องราวในโฆษณาที่เรียกได้ว่าติดตราตรึงใจ (อาจจะจำโฆษณาได้ดีกว่า ชื่อบ.) ทำให้บ.ไทยประกัน ก็เป็นอีกบ.ที่ยืนหยัดสู้ทุนต่างชาติในธุรกิจประกันภัยได้

ประเทศไทยมี creative โฆษณาเก่งๆหลายคนนะครับ เช่น คุณประเสริฐ แต่คงยังมีน้อยและยังไม่กระจายไปสู่ผู้ผลิต เพราะเรายังไม่มีสินค้าแบรนด์ไทย ในสินค้าหลักๆเช่น รถยนต์ มอไซด์ หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้า (มีบ้างเช่น แอร์ ไซโจเดนกิ ของไทย 100%แต่ชื่ิญี่ปุ่น)
มาเลเซียเป็นตัวอย่างที่ดี รถ proton กับ รถเชอรี่ (จีน) ถ้าให้เลือก ณ วันนี้ คุณจะเลือกรถยี่ห้อไหนครับ เป็นผม ผมเลือกโปรตอน ไม่ใช่ว่า รถจีนคุณภาพด้อยกว่า ไปดูดีๆคุณภาพของการประกอบไม่ต่างกันมาก วัสดุก็ใกล้เคียง แต่โปรตอนมีดีกว่าที่ story ครับ โปรตอนใช้เครื่องยนต์ Lotus ของอังกฤษ เท่านั้นล่ะที่น่าสนใจ ทั้งๆที่ เทคโนฯการผลิจเครื่องของเชอรี่มาจากเยอรมัน แต่ไม่ได้บอกว่าของ Volk เท่านั้นเอง (จีนไปซื้อ volk มาผลิตรถให้)
ทำให้รถของโปรตอน มีราคาสูงกว่า เชอรี่ และกำหนดตำแหน่งของตัวเอง ตั้งแต่สร้างโรงงาน

เห็นไหมครับว่า stoty กำหนด position และ สนับสนุน Brand ได้แค่ไหน

Friday, February 4, 2011

mind control result

สิ่งที่คุณคิด จะกำหนดทุกอย่าง

หากคุณคิดบวก คิดดี ก็จะมีสิ่งดีๆ เข้ามาหาชีวิตคุณ
หากคุณคิดลบ คิดไม่ดี ก็จะดึงดูุดสิ่งไม่ดีเข้ามาหาชีวิต

เคยไหมครับที่เคยนึกภาพ เรื่องไม่ดีกับชีวิต เช่น ขับรถใหม่ๆก็กลัวที่จะขับรถไปชนคนอื่น แล้วก็ชนจริงๆ ทั้งๆที่เราก็ขับระวังดีแล้ว นั่นก็เพราะจิตใจเราดึงดูดอุบัติเหตุเข้ามา

เคยไหมครับ ที่คิดอยากได้อะไรสักอย่าง เช่น รองเท้าคู่ใหม่ ในราคาส่วนลด คิดว่าได้เป็นเจ้าของรองเท้าคู่นี้แล้วจะเอาไปใส่เที่ยวที่ไหนบ้าง และก็อยากซื้อในราคาส่วนลดเท่าไหร่ คิดอยู่อย่างนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้ววันนึง ก็จะมีโอกาสไปในที่ที่หนึ่ง ซึ่งทำให้เราได้พบรองเท้าคู่ที่ต้องการ ในราคาที่ต้องการ

ผมเคยมาทั้งสองเหตุการณ์ นั่นคือผลพวงจากความคิดของเราที่ ดึงดูุดสิ่งต่างๆเข้ามาหาตัวเอง ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นกฏของแรงดึงดูุด คือ คุณจะต้องสร้างภาพถึงสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจนที่สุด และมีความรู้สึกเหมือนว่า สิ่งๆนั้น เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นกับคุณจริงๆ ทุกเมื่อเชื่อวัน

แต่สิ่งที่อยากเขียนวันนี้คือ การคิดดีจะส่งผลให้เป็นคนพูดดีทำดี และ ดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาหาตัวเอง รวมถึงการคิดถึงความสุขที่จะเกิดขึ้น จะทำให้ร่างกายหลั่งเอ็นโดรฟีน หรือ สารแห่งความสุข ซึ่งทำให้ภาวะจิตใจของเราดีขึ้น แล้วจะมองปัญหาหรือเหตุการณ์ต่างๆรอบตัว ด้วยเหตุและผล มองหาหนทางแก้ปัญหา มากกว่าที่จะหลีกหนีปัญหา

แต่หากจิตใจของคุณหมกมุ่นอยู่กับเรื่องไม่ดี ร่างกายจะหลังสารอะดรีนาลิน ซึ่งจะทำให้เกิดแรงฮึด หรือ แรงอาฆาตที่อยากจะเอาชนะอุปสรรค แต่จะเป็นในทางลบ ซึ่งพอจิตใจเรามองเห็นสิ่งรอบตัวในแง่ลบ นั่นก็จะทำให้เรามองไม่เห็นวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ หรืออาจจะแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ผิด รวมถึงการหลีกหนีปัญหา

เพราะฉะนั้น ลองหัด คิดดี คิดบวกกันครับ แล้วดูผลการทดลองว่า ผลลัพธ์จะเป็นยังไง อย่าลืมนะครับ จิตใจกำหนดผลลัพธ์

Wednesday, February 2, 2011

รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ

สำนวนไทยง่ายๆที่มีความหมายลึกซึ้ง

ในเมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีมากกว่าสัญชาตญาณ คือมีอารมณ์ เหตุผล และปัญญา
การอยู่ร่วมกันของมนุษย์จึงมีความซับซ้อนมากกว่าแค่การเป็น จ่าฝูง สมาชิกในฝูง แม่ ลูก พี่ น้อง
หากเรามองตัวอย่างจาก ลิง ที่ถือว่ามี DNA ใกล้เคียงกับคนมากที่สุด ก็จะมีลำดับความซับซ้อนดังคำนิยามข้างต้น

แต่หากเป็น มนุษย์ ซึ่ง มีทั้ง อารมณ์ เหตุผล ปัญญา และ สัญชาตญาณ ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์ค่อนข้างที่จะซับซ้อน ไม่เพียงลำดับญาติ แต่ยังมีสถานะทางสังคม แต่ด้วย มนุษย์ก็ยังมี อารมณ์ และ สัญชาตญาณดิบ การทะเลาะเบาะแว้งในหมู่เครือญาติ หรือ เพื่อนร่วมงาน ที่มากว่าเหตุผลและปัญญาก็ยังจะมีให้เห็นอยู่เนืองๆ

ไม่ว่าจะเป็น คนรัก ทะเลาะกัน เพื่อนรัก ทะเลาะกัน หรือ การขัดแย้งกันในที่ทำงาน หรือ การขัดแย้งในทางธุรกิจ จะนำไปสู่ความแตกแยก ไม่ลงรอย หรือผูกใจเจ็บ

มนุษย์ยังมีสัญชาตญาณของสัตว์ ยกตัวอย่าง สัตว์เลี้ยงของเรา หากเราทำโทษเค้า ด้วยการตี สัตว์เลี้ยงของเราจะมีความจำในเรื่องนี้ และมีปฏกริยาตอบสนองได้ไว มนุษย์เราก็เช่นกัน หากไปตัวไปตามสัญชาตญาณ เราก็จะจำความเจ็บปวดในจิตใจ ได้มากกว่าความดี หรือความสุขที่เกิดก่อนหน้า พูดง่ายๆ เรื่องดีลืมง่าย เรื่องเลวจำติดใจ (แต่หารู้ไม่ว่า การคิดถึงเรื่องไม่ดีก็จะดึงดูดสิ่งไม่ดี)

คนไทยโบราณจึงมีสำนวนที่เอาไว้เตือนสติ เพือให้คนเรากลับมามองปัญหา ด้วยเหตุผลและปัญญา เพื่อหาทางออกร่วมกันในภายหลัง

รักยาวให้บั่น คือ การลด ละ ไม่ใส่ใจ หรือไม่เอาความ เรื่องเล็กน้อย หรือความบาดหมางกัน โดยให้มองที่ตัวปัญหา ด้วยปัญญา และ ให้อภัยกัน
รักสั้นให้ต่อ คือ การไม่ยอมลดลาวาศอก ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล รวมถึง การผูกใจเจ็บ

หรือจะกล่าวได้ง่ายที่สุดคือ การคิดถึงความดีของกันและกันให้มากที่สุด ลดละความเจ็บปวด หรือจิตพยาบาทให้เหลือน้อยที่สุด แล้วชีวิตของเราจะเป็นสุข

ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ ฮวดไช้

ตรุษจีน !!!

ถ้าคุณเป็นเด็กคนไทยเชื่อสายจีน นี่คือวันที่คุณรอคอย ในรอบ1ปี เพราะมันจะเป็นวันที่คุณจะมีรายได้พิเศษจากซอง อั่งเปา ซึ่งจะมากน้อยขึ้นกับรายได้หรือผลประกอบการผู้ให้ที่เป็น พี่ ป้า น้า อา ฯลฯ ที่คุณรู้จัก หน้าที่ของคุณที่จะทำในวันนี้ คือ
ก. วางแผนการเดินทาง ไปตามบ้านญาติๆ
ข. เตรียมส้มในจำนวน x4 ตามจำนวนบ้านที่คุณจะไป
ค. ซ้อมคำพูดให้คล่องๆ ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ ฮวดใช้ หรือ ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ เกี่ยงคัง
ง. ทำหน้าแอ๊บแบ๊วให้ได้มากที่สุด

ประมาณการรายได้ที่จะได้เพิ่มจากค่าขนมในวันนี้คือ 100-1000% จากมูลค่าส้มที่คุณเตรียมไป และความน่ารักน่าชังของคุณเอง
ส้มเป็นตวแทนของทอง เลขสี่ คือ ตัวเลขที่คนจีนถือว่าเป็นเลขมงคล เพราะเป็นเลขคู่และหมายถึงการเจริญก้าวหน้า (ถ้าจำไม่ผิดนะ หุหุ)
ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด

หาคุณเป็นผู้ใหญ่ ผู้มีรายได้ คุณจะต้องเตรียมใจกับการเป็นผู้ให้ตามแต่กำลังทรัพย์ที่คุณจะให้ได้ แต่จำนวนซองอั่งเปาที่คุณจะต้องใช้ เป็นอะไรที่คาดหมายไม่ได้ ขึ้นกับความนิยมของเด็กๆ ที่เป็นน้องๆหลานๆ ที่จะมาอวยพรปีใหม่ เพราะหากเป็นที่นิยมน้อย ก็จ่ายน้อย หากเป็นที่นิยมมากก็จ่ายมาก

ตรุษจีน คือ วันปีใหม่จีนตามจันทรคติ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ ด้วยการเซ่นไหว้ หมู เป็ด ไก่ กระดาษเงิน กระดาษทอง ผลไม้ ขนมหวาน ให้แก่ เทพเจ้า บรรพบุรุษ เพือเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
เปรียบเหมือนการทำบุญปีใหม่ของคนไทย แต่ของไหว้จะเหมือนกันแทบทุกบ้าน เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติมาอย่างเคร่งครัด

แต่ปรากฏการณ์ที่ตามมาคือ การบริโภคหมู เป็ด ไก่ เป็นระยะเวลา 3-10 วันขึ้นกับปริมาณของไหว้ อาจจะเรียกได้ว่า กินกันจนปีกงอก เดือยเท้าโผล่ และอาหารยอดนิยมคือ พะโล้รวมมิตรสัตว์ไหว้ เปรียบประดัง จับฉ่ายสัตว์เนื้อ ซึ่งลูกจีนส่วนใหญ่จะต้องกินอาหารแบบนี้ไปจนกว่าจะหมด กินจนเบื่อสัตว์ปีก และพะโล้กันไปข้าง

ตรุษจีนจะครอบคลุม 3-4วัน คือ วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว วันเที่ยวนี่อาจจะกิน 1-2วัน ตามความไกล หรือ จำนวนวันหยุดพักผ่อน ในประเทศจีนจะหยุดตรุษจีนเป็นเวลา 10 วัน เพราะภูมิลำเนาของคนจีนที่มาทำงานในเมืองใช้เวลาเดินทาง 6-14 ชม. ทำให้ประเทศจีนประกาศวันหยุด 6-10 วัน

แต่ละประเทศจะมีกุศโลบายของการรวมญาติ เพื่อส่งเสริมความรัก สามัคคีในหมู่เครือญาติ และเป็นการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติให้แนบแน่น เช่น
สงกรานต์ คือ ปีใหม่ไทย
ตรุษจีน คือ ปีใหม่จีน
คริสมาสอีฟ คือ วันรวมญาติฝรั่ง
ส่วนวันปีใหม่ คือ วันที่กำหนดขึ้นมาหลังสุด เพื่อเป็นวันหยุดของคนร่วมโลก เพื่อฉลองศักราชใหม่

ประเพณีคือสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเพื่อปฏิบัติตามกุศโลบายนี้ ซึ่งก็เป็นอีกวันของวันใช้ชีวิต แต่เป็นวันใช้ชีวิตที่พิเศษ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

Monday, January 31, 2011

twitter นกกระจิบกินน้ำ

twitt มาจากรากศัพท์ tweet แปลว่าเสียงนกร้อง แปลเป็นภาษาไทยบ้านเราก็เรียกนกกระจิบก็แล้วกัน หุหุ

twitter ถูกออกแบบให้ส่งข้อความได้เพียง 140 ตัวอักษร เหมือนกับที่เราส่ง sms ทางโทรศัพท์ แต่เปลี่ยนการส่งไปที่เครือข่าย Internet แถมยังสามารถแนบรูป และระบุตำแหน่งที่อยู่ของเราได้ (ขึ้นอยู่กับความสามารถของอุปกรณ์ที่เราใช้)

หลักการของ twitter คือ หากเราเป็นคนที่มี twitt name และเริ่มทำการ twitt ออกไป บุคคลอื่นสามารถที่จะเห็นข้อความของเราได้โดย
ก.) search หาข้อความของเราผ่าน เว็บไซด์
ข.) follow หรือติดตาม twitter ของเรา ซึ่งทุกครั้งที่เราทำการ twitt ออกไปคนเหล่านี้ก็จะได้รับข้อความจากเรา
ซึ่งเราสามารถตั้งค่าความปลอดภัยได้ว่า จะให้ใคร follow เราก็ได้ (มีความเป็นส่วนตัว ไปทำไม???)

ส่วนในการตอบกลับ ข้อความถึงคนส่งแบบว่า โดนใจก็จะมีหลาย option ให้เลือก
reply , reply all : ตอบกลับข้อความเป็นส่วนบุคคล หรือ รายกลุ่มก็ได้
RT หรือ reply twitt : เป็นการส่งข้อความกลับถึงผู้ส่งคนแรก และ ทำการ twitt ต่อให้ follower ของเรา

แล้วเราจะ twitt / follow ใคร???
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการไป follow เหล่า เซเลบ หรือ ซุปตาร์ (บ้านเราชอบครีเอทศัพแปลกๆ มิน่าเด็กไทยไม่เก่ง Eสักที) หรือจะติดตามนักข่าว ก็ได้นะครับ ถือว่าไม่ต้องไปเสียตังค์สมัคร sms-news เดือนละ 30บาท แต่จ่ายค่า internet package ปาไปเดือนละ 100 บาท ฮ่าๆๆๆ
อีกบางส่วนก็คือการ follow เพื่อนๆในกลุ่ม หรือ เพื่อนที่อยู่ต่างถิ่นแดนไกล เหมือนกับเราเล่น fb / msn

ทำไมถึงฮิต???
ข้อแรก : ส่งข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรทำให้ ไม่เสียเวลามาก ใช้คำกระชับ รวดเร็ว บางครั้งข่าวจาก twitter มาเร็วกว่าข่าวด่วน ทางทีวี หรือ บริการ sms ซะอีก
ข้อสอง : สามารถเลือกที่จะเปิดอ่านตอนไหนก็ได้(อ่านจากเว็บ) ยิ่งเป็นมือถือ smart phone จะมีระบบ push เข้ามาหาทุกครั้งที่มีการ twitt ยิ่งจะสามารถได้รับข้อมูล ได้รวดเร็ว
ข้อสาม : คนรับ ไม่จำเป็นต้องตอบกลับก็ได้ เพราะถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล / คนส่งก็อยากจะส่งอะไรก็ได้ ถ้าไม่พอใจ ก็อย่ามา follow สิ , เหตุผลข้อนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว
ข้อสี่ : เป็นที่ระบายความอัดอั้นตันใจของเหล่า เซเลบ,ซุปตาร์ ทั้งหลาย เพราะ twitter ถือเป็นสิทธิส่วนบุุคคล ที่อยากจะแชร์ให้คนรับรู้
ข้อห้า : ด้วยเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายผ่านมือถือสมาร์ทโฟน ทำให้คุณสามารถtwitt ได้ในขณะรถติด หรือ อยู่ในสภาวะที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากเล่นโทรศัพท์ , ผมชอบรายงาน งานแต่ง(คนไม่รู้จัก)ผ่านtwitter อารมณ์เหมือนเป็นผู้สื่อข่าว
ข้อหก : เดี๋ยวนี้ twitter สามารถแชร์ข้อความผ่าน social network อื่น เช่น fb ทำให้ไม่ต้องไปพิมพ์ซ้ำ เพราะบางที(ย้ำว่าบางที) คนที่มีทั้ง twitter / fb ก็ขี้เกียจพิมพ์ขอความซ้ำกัน วิธีนี้เลยสะดวกมากๆ ประมาณซื้อ 1 แถม 1

แต่ก็ควรจะระวังเรื่องการรับข้อมูลข่าวสารด้วยนะครับ เพราะว่า twitter เป็นอะไรที่ใครๆ ก็สามารถส่งข้อความบนInternet ได้ ไม่ได้มีการตรวจสอบการลงทะเบียน ว่าเป็นตัวจริงตัวปลอม ช่วงวนิดากำลังฮิต มี twitt name พันตรีประจักษ์ ด้วยซ้ำ ไม่รู้หลุดออกมาจาก นิยายตอนไหน

โดยเฉพาะข่าว นี่แหละสำคัญ บางครั้งก็เป็นข่าวลวง ข่าวปล่อย ข่าวลือ ฯลฯ หรือการบริโภคข้อมูลเดิม ซ้ำๆ เพราะเหล่า ซุปตาร์ / เซเลบ เนี่ยเค้าจะ follow กันไปมา เวลามีข้อความโดนใจ หรือ การฝากประชาสัมพันธ์ RT คุณจะได้รับข้อความเดิม ไม่ต่ำกว่า 5-10 ข้อความ (ขึ้นกับจำนวน เซเลบที่คุณไป follow น่ะแหละ)

สื่อสังคมออนไลน์แบบนี้ตอบโจทย์ รูปแบบชีวิตใครได้ก็ใช้กันไปครับ เพราะก็มีหลายคนที่ไม่ใช้ twitter ก็ไม่เป็นไร เหมือนกับเราสนใจอ่านมติชนฯ แต่ พ่อแม่เราอ่านไทยรัฐน่ะแหละ อย่าไปคิดว่า out / เชย ถ้าไม่มีอะไรพวกนี้
เพราะบางครั้งการใช้ชีวิตกับ สื่อสังคมออนไลน์มากๆ จะกลายเป็นเราบกพร่องกับชีวิตจริงของตัวเองมากกว่า......

วินัยจราจรกับคนไทย

ทำอะไรมีวินัยคือไทยแท้???

ขับรถช้าอยู่เลนขวา
กำหนดความเร็วรถไม่เกิน 90 km/hr แต่ความเร็วเฉลี่ยที่ขับบนทางหลวงคือ 110-130 km/hr
ขับมอเตอร์ไซค์ ไม่สวมหมวกกันน็อค
เมาแล้วขับ ขับรถซิ่ง
ขับรถเจอทางแยก ใครดีใครได้ ใครเร็วไปก่อน

ถ้าจะให้พูดเรื่อง วินัยจราจรกับคนไทย ว่ามีอะไรบ้างที่คนไทย เราๆท่านๆ หรือแม้แต่ผมที่ทำผิดอยู่บ่อยๆ ก็บอกได้เลยว่า เขียนไม่มีวันหมดแหงๆ
เพราะเรื่อง ทำตัวสบายๆ ไม่มีกติกา เห็นแก่ตัวบนท้องถนน ไม่รู้กฏจราจรแต่มีใบขับขี่ เป็นอะไรที่อยู่คู่สังคมบ้านเรามานาน
อาจจะบอกได้ว่าถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เช่น
ตอนเราเล็กๆไปกับที่บ้านเวลาขับรถ มีคนเดินข้ามทางม้าลาย พ่อเราก็ไม่เคยจอด
โตขึ้นมาหน่อย หัดขับมอเตอร์ไซด์ แค่เริ่มหัดหมวกกันน๊อคก็ไม่สอน-ไม่ใส่ สอนแต่ว่าต้องขับยังไง สตาร์ทตรงไหน
พอขับรถยนต์ ไปหัดขับบนทางหลวงโดยไม่มีใบขับขี่ ไม่ต้องพูดถึงตอนที่สอบไม่ผ่าน ก็จะหาทางจ่ายตังค์เพื่อได้ใบขับขี่

สังเกตุไหมครับว่า เราให้ความสำคัญกับการทำสิ่งที่ถูกและเพื่อความปลอดภัยน้อยมาก ฝรั่งให้ลูกขับจักรยานยังให้สวมหมวดกันน๊อคเลย

ที่เป็นอย่างนี้วิเคราะห์ได้ว่า คนไทยรักสบาย ง่ายๆ ชิลๆ มากไปหน่อย
มองความปลอดภัยเป็นเรื่องเล็ก หรือละเลยไป แล้วเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็จะโทษดวง!!!
ใช่แล้ว ดวงซวยจริงๆที่โดนตำรวจจับใบขับขี่ ซวยจริงๆที่โดนรถกระบะเฉี่ยวมอไซค์ล้มหัวแตก

อีกเหตุผลหนึ่งคือ คนไทยเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่สังคมส่วนรวม เพราะถ้าเราเห็นแก่ส่วนรวม ไม่ต้องไปพูดถึงประเทศชาติหรอกครับ เอาแค่เห็นแก่คนในครอบครัว เราต้องคิดแล้วว่า หากเราเป็นอะไรไป คนที่ต้องดูแลเราก็คือคนในครอบครัว

คนไทยมีสุภาษิตว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา (เค้าว่าเอามาจากหนังจีน) ที่จดจำในสมองเราไปแล้ว มันจริงนะครับ โดยเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาบอกได้เลยว่า ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์หลายครั้ง ก็ทำให้ขับรถระมัดระวังขึ้นเยอะ ไม่ดื่ม คาดเข็มขัดนิรภัย
แต่ทำไม ต้องรอให้มีงานศพก่อนแล้ว ค่อยหลั่งน้ำตาหรือมานั่งแก้ไขสิ่งต่างๆ

ทางที่ดีเราควรจะช่วยกันป้องกัน ไม่ดีกว่าหรือ ทุกคนก็รู้ว่า เมาแล้วขับมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น ขับรถไม่คาดเข็มขัดนิรภัยหากเกิดอุบัติเหตุก็จะมีความเสียหายร้ายแรง หรือ ขับมอไซค์ไม่สวมหมวกกันน๊อค หากถูกรถชน ไม่บาดเจ็บสาหัสก็ถึงขั้นเสียชีวิต

นอกจากการป้องกันแล้ว วินัยจราจร และความพร้อมของยานพาหนะเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ และปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดเหตุสุดวิสัย

แต่ที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นได้ง่ายคือ ความมีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง และสังคมส่วนรวม
หากเรามีน้ำใจ เราก็จะให้รถคันอื่นแซงไปก่อน เค้าอยากเร็วช่างเค้า
หากเรามีน้ำใจ เราก็จะหยุดรถเมื่อเจอทางแยก ไม่ต้องแย่งกันผ่านทางแยกและชนกันเอง
หากเรามีน้ำใจ เราก็จะหยุดรถให้คนเดินข้ามทางม้าลาย ไม่ต้องให้เค้าเสี่ยงวิ่งตัดหน้ารถ เพราะไม่มีรถคันไหนหยุด
หากเรามีน้ำใจ เราก็จะขับรถด้วยความไม่ประมาท และรักษาวินัยจราจรได้ด้วยตัวเราเอง

เปลี่ยนเถอะครับ ทำอะไรสบายๆคือไทยแท้ , ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เปลี่ยนเป็น ทำอะไรมีวินัยคือไทยแท้ และ กันไว้ดีกว่าแก้

แล้วต่อไปเราก็จะไม่ต้องมานับศพคนตายเวลามีเทศกาลปีใหม่ หรือ สงกรานต์

Saturday, January 29, 2011

แดจังกึม กับเรื่องเล่าแบบเกาหลี

แดจังกึม ละครซี่รี่ย์เกาหลี เรื่องแรกๆที่ถูกนำเข้ามาฉายในไทย โดยTV3 เป็นละคร period ที่บอกเล่าเรื่องราวของชาววังสมัยโชซอน ผ่านเรื่องราวของการทำอาหาร

ละคร หรือ หนังของเกาหลี เป็นการทำการตลาดผ่านเรื่องเล่าของประเทศในแง่มุมต่างๆ ได้อย่างแยบยล และกระตุ้นให้คนดูติดตาม เคยอ่านเจอในมติชนสุดสัปดาห์ว่ารัฐมนตรีการท่องเที่ยวเกาหลีเป็นผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับภาพยนต์

เล่ามาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่า มิน่า ละคร/หนังเกาหลีจึงใช้ สถานที่ต่างๆมาผูกโยงกับละคร เพื่อเป็นการโปรโมตประเทศ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง

แต่อยากจะเล่าอีกมุมมองหนึ่งให้ฟังว่า เนื้อหา/ธีม/บทละครของเกาหลี ค่อนข้างจะมีมุมมองทีแปลกใหม่ แถมยังเพิ่มอารมณ์ฮา เศร้า ในแต่ละตอนของเรื่องได้อย่างลงตัว ยกตัวอย่าง แดจังกึม จะมีบทเศร้าสะเทือนใจ บทตลก หรือ บทวิชาการทำอาหารได้อย่าลงตัว ซึ่งทำให้ บทละคร ส่งให้เนื่อหา วิธีการและ สถานที่ถูกนำเสนอได้อย่างน่าสนใจและติดตาม

ยกตัวอย่างหนังเรื่อง the president ที่เล่าเรื่องราวส่วนตัวของท่านผู้นำใน มุมมองที่แปลก/ตลก เช่น ปธน.หนุ่มเดินคู่กับแฟนสาวแล้วเผอตด เพราะความตื่นเต้น , ปธน.สูงวัย มอบรางวัลล๊อตเตอรี่แจ๊คพ้อท ให้สาธารณะเพราะไม่อยากให้เสียชื่อด้านความซื่อตรง หรือ ปธน.หญิง ที่รักสามีมากจนถึงกลับยอมขับรถตามหาสามีด้วยตัวเอง(จริงๆใช้ รปภ.ก็ได้)

กลับมาที่แดจังกึม ดูก็รู้่ว่าขั้นตอนการทำอาหารคือ การตัดต่อ แต่ด้วยสาระ ของการปรุงอาหาร เพื่อสุขภาพและความอร่อย รวมถึง วิธีการจัดเตรียมอาหาร ทำให้คนดู ได้ความรู้เพิ่มเติม และสอดแทรก คุณธรรมที่ดีให้คนดูได้รับรู้ผ่านบุคลิกตัวละคร

เกาหลี สร้างชาติด้วยละคร นำเสนอชาติ ด้วยละคร และ นักร้อง นักแสดง ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ก่อนหน้าเกือบ30ปี
ญี่ปุ่น สร้างชาติด้วย การ์ตูน 20ปีก่อน จนถึงปัจจุบัน เด็กไทยจะรู้จัก ซึบาสะ พอๆกับ ปิยะพงษ์ , รู้จักโดเรมอน ก่อน สุดสาคร รวมถึง รู้จัก ดรากอนบอล ก่อน รามเกียรติ์

ตอนนี้เกาหลี ญี่ปุ่น ก้าวหน้าไปอีกด้วยการทำรายการ วิทยาศาตร์ อย่าง sponge หรือ รายการส่งเสริมไอเดีย อย่าง เกมส์ซ่าท้ากึ๋น หรือ TV แชมเปี้ยน

แล้วประเทศไทยของเราล่ะ อืม... คิดๆๆๆ ละครเราที่คนดูเยอะๆก็น้ำเน่า หนังเราที่ทำเงินก็ หนังตลก กับหนังยองขวัญ การ์ตูนของเราที่พอจะขายได้ก็ ขายหัวเราะ แย่แล้ว แล้วเมื่อไหร่ชาติเราจะเจริญทัดเทียมประเทศอื่น

อยุธยาไม่สิ้นคนดี ฉันใด ประเทศเราก็ยังมีความหวังฉันนั้น ทุกวันนี้ ผมยังคิดถึงรายการดีๆสมันเป็นเด็ก อย่าง เจ้าขุนทอง 180IQ โต้คามรมณ์มัธยมศึกษา หรือ หนังไทยโบราณ เช่น หนุมารกับอุลตร้าแมน

ปัจจุบันดีที่เรายังมี คนค้นคน สุริวิภา เจาะใจ SME ตีแตก เกมทศกัณฑ์ กบนอกกะลา ซึ่งมาจาก creative สองค่ายใหญ่ JSL , Workpoint (มาจาก JSL)
แต่อยากให้มีรายการแบบนี้เกิดขึ้นเยอะๆ เพื่อพัฒนาเยาวชน อย่าง 180IQ ยังไงก็ไม่ out แต่อาจจะต้องปรับรูปแบบใหม่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่สนใจมากขึ้น และปรับช่วงเวลามา primetime ให้เยาวชนได้ดูเยอะ ลดสัดส่วนของละครลง ยกเลิกการถ่ายทอดการประชุมสภาฯ ซะ เพราะเปิดดูทีไรก็เสียจริต มานั่งดูสส.ด่ากันด้วยคำหยาบ พูดจาเสียดสี ไม่ก็สภาล่ม

ช่วยกันครับ ช่วยกันสร้างชาติ แล้ววันนึงไทยจะกลับไปอยู่แถวหน้าของ asia (ปัจจุบันเราอยู่ที่ 3 หรือ 4 ของอาเซียน ตามหลัง สิงคโปร์ กับ มาเลฯ)

dream & target

ฝัน กับ เป้าหมาย
หลายคนคงคิดว่าสองคำนี้คือเรื่องเดียวกัน แต่เปล่าเลย 2 คำนี้ สามารถที่จะตีความได้ว่าเหมือน หรือ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อยู่ที่มุมมองของคนใช้ และการกระทำของผู้พูด

ฝัน จะเป็นจริง เมื่อเราลงมือทำทุกสิ่งเพื่อไล่ล่ามัน
ฝัน จะเป็นฝันกลางวัน กลางคืน กลางแดด ก็เมื่อเราพร่ำเพ้อ พูดว่า เราอยากได้ เราอยากเป็น ดังฝัน

เป้าหมาย จะเป็นจริง เมื่อเราวางแผน ลงมือทำ และประเมินตนเองว่าเข้าใกล้ฝันหรือยัง
เป้าหมาย จะยังเป็นข้อความสวยหรู ถ้าเรายังเพียงเขียนมันออกมา และนั่งมอง

เคยมีฝันไหมครับ ตอบได้เลยว่าทุกคนมี แต่จะมีกี่คนที่ไล่ล่าฝัน ผมคนนึงล่ะที่ไม่เคยไล่ล่าฝัน เพราะยังหาฝันไม่เจอ
เคยมีเป้าหมายไหมครับ ตอบได้เลยว่ามี และทำได้ด้วย แต่ทำได้เพียงเป้าหมายระยะสั้น ไม่ใช่เป้าหมายระยะยาว หรือ เป้าหมายชีวิต

คุณบัณฑิต และคุุณดำรงค์ ตั้งคำถามที่คล้ายกันคือ คนเราไม่กล้าฝัน เพราะกลัวที่จะผิดหวังกับตัวเอง ??? ถามตัวคุณนะแล้วตอบเองในใจ
ผมก็เป็นคนธรรมดาที่มีฝัน แต่ไม่กล้าบอกใครๆ เพราะกลัวจะผิดหวัง และอาย แม้วันนี้จะกลายเผยฝันบางส่วน แต่ก็ยังมองไม่เห็นทางที่มันจะเป็นจริง

แล้วจะทำยังไงดี

คุณสมคิดบอกว่า ตั้งเป้าหมายสิน้อง ประกาศให้คนรู้ กำหนดระยะเวลาที่อยากให้ฝันสำเร็จ วางแผนเป็นขั้นตอน และลงมือทำ

โอ๊ย!!! อะไรจะง่ายปานนี้ แต่อยากจะบอกว่า หลายๆคน ตกม้าตายที่ขั้นตอนแรก "เป้าหมาย"
เออ? คืออะไร เพื่ออะไร ได้เป้าหมายแล้วจะยังไง ....คิดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มที่จะสับสนกับตัวเอง

คำตอบของคำถามนี้คือ ทำอะไรที่เราทำแล้วมีความสุขที่สุด นั่นแหละเอามาเป็นเป้าหมาย จะเงินทอง จะครอบครัวแสนสุข จะเป็นการท่องเที่ยว จะเป็นสุขภาพที่ดี หรือ นิพพาน นั่นแหละเป้าหมาย

ขอกลับไปที่ ฝันและเป้าหมายอีกรอบ ใครยังจำการไปสัมภาษณ์งานได้บ้าง / หรือตอนเรียนใกล้จะจบได้บ้าง?
ที่ถามเพราะว่า นั่นคือตัวอย่างของการสร้างฝันและกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนสุด

เกรดมหาลัยผมปี 1-2 อยู่ที่ 2.01 แต่ในตอนนั้นคิดว่า ถ้าจบไม่ถึง 2.5 หมดโอกาสสมัครงานบ.ดีๆ อย่าง toyota menebea etc. ทำไงล่ะ คิดอย่างเดียว เหลืออีก 5 เทอม GPA ต้องเพิ่มเรื่อยๆ หลังจากนั้น วงจรชีวิตแมลงสาบก็เริ่มขึ้น
เป้าหมาย GPA 2.50 ภายใน 5 เทอม ตอนนั้น 2.10 ที่ ปี2/1
ระยะเวลา 2 1/2 ปี
วิธีการ เรียน - ระหว่างรอเรียนเข้าห้องสมุด (ไปหลับเป็นส่วนใหญ่ แต่พอตื่นก็เช็ดน้ำลายและอ่านหนังสือ) เกาะกระแสเพื่อนกลุ่มที่ขยัน ไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือทำงานส่งอ. และ กิจกรรมสุดฮิต เข้ามาอ่านหนังสือที่คณะ 3ทุ่ม-6ทุ่ม (อ่านหนังสือที่บ้านไม่ได้ จะมีตัวขี้เกียจกระโดดเกาะ)
ทำอยู่อย่างนี้ ทุกเดือน ทุกเทอม GPA ก็ค่อยๆเพิ่ม 2.10-2.22-2.30-2.35-2.41-2.51 โอ้ พอดีเป๊ะ

การสัมภาษณ์งาน ใครเป็นยังไงไม่รู้ แต่สำหรับผม แค่ยื่น resume ก็คิดแล้วว่าถ้าเค้าเรียกสัมภาษณ์ จะหาเรื่องลางานยังไง จะเตรียมอะไรไปพูดทั้งภาษาไทย-อังกฤษ ถ้าได้ทำงานที่นั่นจะไปพักไหน จะไปทำงานยังไง ฯลฯ
เป้าหมาย สมัครงาน STM
ระยะเวลา สัมภาษณ์ให้ผ่านเร็วที่สุด / วางแผนลางาน ป่วย-รถเข้าศูนย์ สารพัดจะนึกออก
วิธีการ ซ้อมการสัมภาษณ์/หาข้อมูลบ.ในเว็บ/เตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่จะโดนถาม
แล้วก็ไปสัมภาษณ์ , จำเหตุการณ์วันนั้นได้เลย
MR.B : คุณทำมาสมัครงานเพื่ออะไร
me : เพื่อหาประสบการณ์ครับ
MR.B : โอ๊ย ไม่เชื่อหรอก บอกมาตามตรงอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่ หรือจะเอาแต่ประสบการณ์ เงินเดือนไม่เยอะน่ะเอาไหม?
me : เหงื่อแตก! เงินก็อยากได้ครับแต่ก็อยากหาประสบการณ์กลับบ.ใหญ่ๆ (ยังแถ)
MR.B : ถามเป็นภาษา E
me : ตอบเป็นภาษา E อย่างที่เตี๊ยมมา
MR.B : พอๆ ถามไทยดีกว่า ภาษาอังกฤษคุณมันฟังไม่รู้เรื่อง
me : คิดในใจ พอๆกันล่ะว๊า พูดในลำคอ หาว่ากูพูดไม่รู้เรื่อง ซ้อมมาเกือบตาย
MR.B : ทำไมเกรดคุณน้อยจัง
me : ครับ แต่อยากให้ดู 4 เทอมหลัง เกรดผมมากกว่า 2.8 นะครับ เต็มที่แล้วครับ

สัมภาษณ์เสร็จก็บอกศาลา ไม่ได้แหงๆ ไปกวนตีนเขาขนาดนั้น แต่ขอโทษ โทรมาตามนะครับ แต่ตอนนั้นได้อีกที่เลยหยิ่ง

เป็นตัวอย่างที่พอหวนรำลึกถึง ก็ได้ข้อคิดเหมือนที่คนเก่งๆหลายคนแนะนำ คือ
มีภาพในใจที่ชัดเจน ของความฝันหรือเป้าหมาย
เตรียมความพร้อมของเราให้ดีที่สุด
ลงมือทำทันที วางแผนและทำตามขั้นตอน
และสุดท้ายก็จะได้ตามฝันและเป้าหมาย

ระหว่างทางอาจจะมีปัญหา อุปสรรค ต้องล้ม แต่ก็เพื่อที่จะลุก ทุกสิ่งที่เกิดแก่ตัวเรา เราเลือกเอง ไม่ใช่บุญวาสนา ไม่ใช่โชค
ไม่เคยมีใครนั่งอยู่บ้านเฉยๆแล้วเก็บเงินแสน เงินล้านได้ / taxi ทีเก็บเงินแสนได้ เพราะขับรถออกมารับผู้โดยสาร
สามล้อถูกหวย ไม่ใช่คนที่เก็บหวยได้แล้วถูก แต่คือคนที่เลือกซื้อหวย

อย่าไปอิจฉาใครที่ประสบความสำเร็จมากกว่า อย่าไปพูดว่าเพราะเขาโชคดี เพียงเพื่อปิดบังความต้องการของตน
จงกล้าฝัน และลงมือทำ วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ไม่ได้ ซักวันก็จะต้องได้

Thursday, January 27, 2011

the story

the story จะเป็น blog ที่เอาทุกเรื่องที่ได้สัมผัส มาเล่าใหม่ในมุมมองของเจ้าของ blog ก็คือเรานั่นเอง
แรงบันดาลใจมาจาก คุณใบพัด "อิสรภาพ คือการถูกขังในกรงที่เรารัก"
รักที่จะคิด มอง สิ่งต่างๆในมุมมองที่เป็นส่วนตัว
รักที่จะพูดตรงๆ เข้าขั้นปากปีพุดเดิ้ล
รักที่จะไม่แคร์สื่อ
รักที่จะเขียน/เล่าเรื่องราว ให้ทุกๆคนได้อ่านและรับรู้

เคยคิดจะเขียนไดอารี่ และลองเขียนแต่ก็มาคิดว่า เขียนไปก็อ่านคนเดียว สู้เขียนให้คนอื่นอ่านไม่ได้
จึงตัดสินใจที่จะลองเขียน blog เพื่อเล่าเรื่องราวสู่สาธารณะชน

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่เข้ามาเป็น follower (หน้าม้า) เพื่อให้กำลังใจ และขอ comment ด้วยนะครับ เพื่อพัฒนางานเขียนรวมถึง แลกเปลี่ยนความคิด มุมมอง
ขอบคุณ Internet ที่ทำให้มีพื้นที่อันไม่จำกัดที่จะบอกเล่าเรื่องราว
ขอบคุณ netbook samsung ที่คอยรองรับ นิ้วมืออ้วนๆของเรา
ขอบคุณ คุณใบพัด คุณบัณฑิต คุณดำรงค์ คุณโจ มณฑาณี และ คุณสมคิด ที่เป็นแบบอย่างและต้นแบบว่าคนไทยก็ทำอะไรหลายๆอย่างได้ ถ้าเรามี ฝัน เป้าหมายและรักในสิ่งที่ทำ

รวมถึง คุณตัน คุณนมอุโด๊ต คุณพิงลำพระเพลิง ที่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า คนเราไม่ต้องหน้าตาดีก็ ร่ำรวยและประสบความสำเร็จได้

และสุดท้าย คุณวงษ์ทนง .... อยากจะบอกว่าพี่เท่ มากครับ

Wednesday, January 26, 2011

communication นวัตกรรมการติดต่อสื่อสาร

ตอนแรกว่าจะเขียนต่อเรื่อง facebook ของน้อง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก(สะกดถูกไหมหว่า) แต่อยากเท้าความถึง นวัตกรรมและวิวัฒนาการ การติดต่อสื่อสารก่อนที่มันจะเป็น social network แบบทุกวันนี้ พ.ศ. 2530 - 2554 ก็คงพอ เพราะเก่ากว่านี้คนเขียนก็ไม่รู้จักแล้ว ฮ่าๆๆๆ อย่าคิดว่าจะเขียนตั้งแต่การส่งข้อความโดยนกพิราบหรือว่า ม้าเร็ว

a.) Classic สุดก็คือ จดหมาย (2530-2535) ซึ่งปัจจุบันการใช้บริการไปรษณีย์ไทยจะหนักไปทาง การแจ้งหนี้เลยทำให้คนสมัยนี้ ไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าบุรุษไปรษณีย์เท่าไหร่ โดยเฉพาะจดหมายจากเพื่อนต่างเพศ ทางจดหมาย penpal ยิ่งมาจากฝรั่ง หรือเป็น air mail from USA(จริงๆคือ ตปท. แต่ usa เพราะสมัยนู๊นเด็กๆฮิตไป AFS ; นักเรียนแรกเปลี่ยนนั่นเอง)

เนื่องจากว่าการเดินทางของจม. จะเดินทางโดยรถโดยสาร(ในประเทศ) และโดยเครื่องบิน (ต่างประเทศ) มันเลยการเป็นการตื่นเต้นของผู้รับเวลาเฝ้ารอจม. จากผู้ส่งแดนไกล สมัยนู๊นคนละจังหวัด หรือ คนละอำเภอ จม.ก็เดินทางเท่าๆกันคือ 2-3 วัน แต่หาเป็น จม.ต่างประเทศละก็ นับไปเลย 14-20 วัน ยังกับส่งทางเรือก็ไม่ปาน นั่นเลยทำให้ความตื่นเต้นมัน ทวีคูณตามจำนวนวันของการรอคอย แต่หากเป็นการรอ จม.รับรักแล้วโดนปฏิเสธล่ะก็ หลังจากอ่านจม. คุณจะเห็นคนรับ ล้มฟุบและร่ำไห้เหมือนญาติเสียกันเลยทีเดียว

b.) hi Tech ขึ้นมาหน่อยก็คือ โทรศัพท์บ้าน/ตู้(2535-2538) แต่เนื่องด้วย ค่าบริการ อันไม่ถูกเลยสำหรับคนไม่มีรายได้และพึ่งพาเงินพ่อแม่ในการร่ำเรียน การโทรศัพท์ทางไกล เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะหากถูกจับได้ว่าแอบใช้โทรศัพท์โดยไม่ขออนุญาตละก็ มีอาการหลังลายเป็นเส้นๆ หลังจากผู้ปกครองได้รับใบแจ้งหนี้ค่าโทรศัพท์กันเลยทีเดียว เมื่อก่อน rate ค่าโทรอยู่ที่ 3-18 บาท ถ้าจำไม่ผิดนะขอรับ

การโทรศัพท์สมัยก่อนก็จะเอาไว้โทรหาเพื่อน / หาสาว หาสาวนี่ลำบากหน่อย หากคุณไปจีบลูกนายทหาร ตำรวจ หรือบ้านที่หวงลูกสาว เพราะจะถูกซักประวัติถี่ยิบ จากคุณพ่อ/คุณแม่ ในกรณีที่ชื่อคุณไม่ใช่คนคุ้นเคยกับสาวเจ้าตั้งแต่อนุบาล เพราะจะถูกเพ่งเล็งว่าจะมาล่อลวงลูกสาวคนอื่น การแก้เกมส์คือ พยายามหาผู้หญิงมาต่อโทรศัพท์ให้ ใครมีญาติพี่น้องเป็นผู้หญิงก็สบายหน่อย แต่คนอย่างเราต้องอ้อนวอนคนเดินผ่านตู้ที่เป็นหญิงให้ต่อสายให้ 555 อารมณ์เหมือนโจรมุมตู้ฯ

c.) ลำดับถัดมาของการสื่อสารคือ pager (2538-2543) ผู้ให้บริการแรกๆคือ phone link;ais Hutchison ; hutch pack link; เข้าใจว่า dtac 1188 ; true ของเหล่านักศึกษาเงินน้อย เพราะสมัยนั้นมือถือ แพงมากๆๆๆๆ เครื่องละ 20,000 บาท แต่คุณสมบัติเท่าเครื่องราคา 2,000 สมัยนี้ (จอขาวดำด้วย อิอิ) ดังนั้น การสื่อสารที่พอจะควักกระปุกไปหามาใช้กับเพื่อนๆคือ pager และการใช้ pager ยี่ห้อไหนก็บ่งบอกฐานะทางบ้านซะด้วย เพราะ phone link จะแพงสุด เครือข่ายเยอะสุด รองลงมาก็ hutchison , pack link และ 1188 ตามลำดับ อ่อ ผมใช้ 1188 ถูกสุด ฮ่าๆๆๆ

การใช้ pager จะปลอดภัยกับการโดนซักประวัติ แต่ก็ยังมีอีกปัญหาให้พบเจอ เพราะว่าเราจะต้องคุยผ่าน operator เพื่อให้เค้าส่งข้อความให้ ถ้าส่งหาเพื่อนก็ง่ายหน่อย เช่น "ตอนนี้อยู่คณะแล้ว รีบมาได้" แต่ 90% จะเอาไว้ส่งข้อความหาสาว ไม่อยากเรียก sms เพราะส่งทีไร ยาวทู๊กที ต้องเรียก LMS แล้วเวลาที่ส่งข้อความหาสาวๆ ก็จะต้องบรรจงเขียนข้อความมาก่อนที่จะโทรไป operator เพราะด้นสดไม่ดี ข้อความจะไม่สมบูรณ์ และถ้าข้อความที่ส่งมันหวานมาก หรือออกแนวมุขตลกจีบสาวล่ะก็ เวลาบอก operator เสียงเราก็จะเป็นอายๆ แบบว่า "กูรู้นะมึงแอบยิ้ม" เช่น "คิดถึงนะ ทำอะไรอยู่ อยากบอกให้รู้ว่ารัก 100ล้านครั้ง" บางทีได้ยินเสียงปลายสายของ operator หัวเราะคิกคัก

อีกอย่างที่เป็นความลำบากของการใช้ pager คือ การบอกชื่อคนส่ง เพราะหากชื่อคุณมันไม่ใช่ชื่อสามัญ หรือ ชื่อโหลยอดนิยมล่ะก็ ผู้รับปลายทางจะทำหน้างงและสบถว่า"ใครส่งมาวะ" อย่างชื่อเรา lonk เวลาอ่านเป็นไทย ข้อความถึงผู้รับจะเป็น รงค์ ลง ฯลฯ จนถึงกับต้องสะกดตัวอ่านให้กันเลยทีเดียว

ในช่วงเวลาเดียวกันคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โปรแกรม on line communication (chat) อย่าง Intranet, irc , pirch ก็เป็นอะไรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพราะมันทำให้เราได้คุยกับคนอื่นๆได้ real time และสามารถสร้างห้องตามกลุ่มความสนใจได้ และทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจว่า วัยรุ่นสมัยนั้นขยันเรียนมาก เพราะว่างก็นั่งหน้าจอ พิมพ์งานยิกๆ(จริงๆคือ แชทกับเพื่อนไม่ก็จีบสาวอยู่)

d.)2544-2550 มือถือ และ e-mail
มือถือทำให้การทรมานจากการใช้บริการ sms ผ่าน pager หมดไปเพราะคุณจะสามารถพิมพ์มันได้ด้วยตัวเอง แต่ข้อจำกัดของการใช้มือถือช่วงแรกๆคือ ราคาเครื่อง และค่าบริการ จำได้เลยว่าเครื่องแรกที่ใช้คือ simen c10 ราคา 9,500 bht ค่าโทรแพงสุดที่เคยจ่ายคือ 4,500 bht/month เดือนนั้น พอได้สลิปเงินเดือนก็เดินคอตกไปจ่ายค่าบริการให้ เทมาเส็กเลยทันที เพราะเมื่อก่อนค่าโทรจะคิดตามระยะทาง rate สูงสุดคือ 16บาท/นาที ก็ใช้มัน rate นั้นแหละ

ข้อดีของมือถือคือ เราไม่ต้องจดเบอร์โทรเพื่อนๆอีกต่อไปเพราะมันสามารถบันทึก(mem;memory)ได้ แต่มันก็ทำให้เราใช้รอยหยักในสมองเราน้อยลง สมัยมัธยมจำเบอร์บ้านเพื่อนได้เป็น 10 เบอร์ เดี๋ยวนี้เบอร์พ่อยังจำไม่ได้เลย ฮา!

e-mail เป็นอะไรที่ประหยัดสุด และ เร็วสุด แต่จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราส่ง e-mail แล้วต้องโทรไปบอกคนรับว่า เปิดmail อ่านหรือยังจ๊ะ 555+ คิดแล้วก็ว่าตัวเองบ้าได้ใจ แต่สิ่งดีๆที่ e-mail มอบให้ก็คือ สามารถที่จะติดต่อเพื่อนๆทางไกลได้เร็ว และส่งได้ทีละหลายๆคน (ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึง working e-mail เพราะมันจะยาวมาก สามารถเขียนได้อีก3หน้า)

e.)2550-2554 : social network เช่น hi5, facebook, myspace, cyworld, messager program and twitter ถือได้ว่าเป็นการรวบรวม นวัตกรรมในข้อ a-d มาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะ mail , chat , call ทำได้หมด ในมือถือที่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ แต่กระบี่มือหนึ่งของ social network ก็คือ facebook/messager program เพราะสามารถทำได้ใน มือถือ นั่นทำให้ hi5 myspace cyworld ไม่เป็นที่นิยมเท่า fb ของน้องมาร์ค และ msn ของป๋าบิล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราต้องมาเสียตังค์ให้แก่เครืองมือสื่อสาร ที่แพงมากอย่าง smart phone(iphone BB) tablet pc (ipad SSG tab) หรือ netbook เพื่อให้เข้าถึงการสื่อสารในยุค 3G

social network & smart phone เป็นการย่อโลกให้เล็กลง ทำให้คนติดต่อกันได้ง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้เราใช้เวลาในการพิจจารณาและตัดสินใจ เร็วเกินไป

แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นว่า เครื่องมือในสมัยโบราณทำให้คนแต่ละยุคมีบุคลิกที่แตกต่างกัน เช่น คนโบราณ Baby boomer หรือ คนรุ่นพ่อแม่เรา จะมีความอดทน รอคอยความสำเร็จได้มากกว่าเรา และเราก็จะรู้สึกว่าคนยุคปัจจุบัน หรือรุ่นน้อง Gen Y เป็นพวก จิตไม่มั่นคง ซึ่ง คนแต่ละยุคถูกเลี้ยงดูมาคนละแบบ ทำให้เกิดความแตกต่างทางอัตลักษณ์(บุคลิก) และคนใน Gen Y คือคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ไวกว่า เร็วกว่า ทำให้เด็กสมัยนี้ ฉลาดกว่า พูดจาฉะฉานกว่า แต่ความอดทนรอคอย ค่อนข้างต่ำ เพราะใจร้อน

โดยส่วนตัวเราชอบที่จะใช้ จม.ที่เขียน/ส่งไปรษณีย์ และโทรศัพท์บ้าน มากกว่าที่จะใช้ มือถือ-social network-e mail เพราะเราสามารถที่จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกระหว่างคนส่งและคนรับได้มากกว่า แต่ก็คงไม่ได้ติดต่อกับใครอีก เพราะคนสมัยนี้ไม่มีใครจะใช้เท่าไหร่..... ความช้า คือ ความงดงามของการสื่อสาร การอยู่คนเดียวไม่ใช่โดดเดี่ยว แต่มีเวลาให้กับตัวเองเพื่อที่จะพิจจารณาสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น

Tuesday, January 25, 2011

social network : สื่อสังคมออนไลน์

ถ้านับ 5-10 ปีก่อน ไปถามใครว่ามี fb ไหม คนถูกถามคงจะทำหน้างงๆ
แต่ทุกวันนี้ คงจะถูกถามว่า
a: มี fb หรือเปล่า
b: คืออะไร อ่ะ
a: เชยจัง ไม่อินเทรนเลย
b: fb เอ้าไว้ทำอะไร อ่ะ
a: ก็เอาไว้....... ฯลฯ
b: ทำหน้า งงๆ .... เย็นนี้จะไปสมัคร

อันที่จริงแล้วคนไทยจะรู้จัก Hi5 ก่อน FB .... และก่อน Hi5(au) จะมี myspace(us), cyworld (s.Korea) , QQ(china)
เป็น social network ที่เอาไว้ให้คนต่างชาติ ต่างภาษามารู้จักกัน โดยตอบโจทย์ สำหรับคนที่ไม่ชอบ chat
เพราะในการ chat เราจะต้อง ขลุกอยู่หน้า computer ซึ่ง chat program ที่ยังคงเหลือรอดอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ messanger ทั้งหลาย อาทิ MSN , Yahoo , Skype และโปรแกรมเฉพาะที่เป็นห้อง chat ก็มี camforg (โคตรเหง้าของห้อง chat คือ irc , pirch

แต่ social network website ไม่จำเป็นที่จะต้องขลุกอยู่หน้าจอตลอดเวลา และในปัจจุบัน มือถือ หรือ cell phone ได้มีเทคโนฯที่ดีขึ้น และ ราคาที่ถูกลง รวมถึง tablet pc ที่เหมาะแก่การพกพา เลยทำให้ social network สามารถเข้าถึงเราได้ทุกที่ ทุกเวลา
รวมถึงใน social network ยังมี เกมส์ให้เล่นอีกมากมาย หากไม่หักห้ามใจ จะติดแหง็กและเสียเวลาเป็นอันมาก (มาจากประสบการณ์ตรงที่กว่าจะเลิกเล่น farmvile ก็เกือบลงแดง 555+)

อ่อเกือบลืมที่จะกล่าวถึง twitter ซึ่งขอเรียกว่า social network ฉีกกรอบ , คือไม่ต้องมีรายละเอียดใน webpage มาก ให้แค่พิมพ์ข้อความได้ทีละ 124 ตัวอักษร (ถ้าจำไม่ผิดนะ อิอิ) โดย twitter จะเป็นเหมือนการส่ง sms ให้กับเพื่อนๆที่อยู่ใน List (follower) โดยผู้ส่งจะสามารถ ส่งข้อความได้ตลอดเวลา และคนรับหากสามารถเข้าถึง internet ก็จะได้รับข้อความตลอดเวลา เช่นกัน

กลับมาที่ข้อดีของ social network สดฮิต เราอาจจะต้องแยกตามกลุ่มอายุ เช่น
เด็ก-วัยรุ่น : เล่นเกมส์ , หาเพื่อนใหม่ , หาแฟน-จับผิดแฟน , บ่นเรื่องเรียน , บ่นเรื่องพ่อแม่ ฯลฯ
วัยทำงาน : เล่นเกมส์ , หาเพื่อนเก่าๆๆๆๆ , หาแฟน , หาเพื่อนใหม่ , บ่นเรื่องงาน , บอกเล่า 90 ฯลฯ
วัยทอง : คุมประพฤตลูก , หาเพื่อนเก่าๆ , เล่าเรื่องคนแก่

หากแยกตามกลุ่มอาชีพจะได้ ดังนี้
นักเรียน-นักศึกษา
คนทำงาน
คนว่างงาน
ดารา-เซเลบ
คนดัง (คนที่เค้าดังจริงๆนะ ไม่ใช่คนแอ๊บดัง)
นักข่าว
นักการเมือง
ฯลฯ

และที่กำลังฮิตคือ แยกตามกลุ่มความสนใจ ที่มักจะใช้วลีนำหน้าว่า เชื่อมั่นว่าคนไทย 1 ล้านคน.......
(ซึ่งก็ไม่ค่อยจะถึงล้านหรอก แหกตาชัดๆ) กล่มนี้จะเรียก fanpage

ประโยชน์ของ social network จะทำให้เราใกล้กันมากขึ้น ติดตามข่าวสารได้รวดเร็วขึ้น สันทนาการ และพบปะกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน

โทษของ social network ข้อแรกๆที่นึกออกเลยคือ หากบริหารเวลาไม่เป็นก็จะกลายเป็นเสียเวลาไป , ได้รับข่าวสารที่อาจจะถูกหรือผิด และที่กำลังเป็นปัญาหาตามหน้าหนังสือพิมพ์คือ เกิดการล่อลวงเด็ก / เป็นเหตุของการฆาตกรรมหรือ อาชญกรรม ที่คนรักจับผิดได้ว่าคู่รักมี กุ๊กกิ๊ก หึหึ

แต่ด้วยความที่ cell phone หรือ โทรศัพท์มือถือ สามารถที่จะเข้าถึง social network ได้เร็วขึ้น จึงเกิดปรากฎการณ์ อยู่ใกล้แต่เหมือนไกล เหมือนที่โฆษณาของ dtac ได้จำลองเหตุการณ์การใช้ มือถือเกินพอดี ทำให้เราให้ความสำคัญคนใกล้ตัวน้อยลง

คงจะเป็นข้อคิดและข้อสรุปของ หัวข้อนี้ว่า การใช้ social network ทำให้เราใกล้คนไกล แต่ไกลคนใกล้ เราควรที่จะใช้เวลากับคนใกล้ตัวให้มาก ใช้เวลาร่วมกัน มันคงจะดูแย่ไม่น้อย หากเรามัวแต่นั่งขลุกอยู่หน้าจอ ในขณะที่พ่อแม่รอทานข้าว และโกหกท่านว่ากำลังทำงาน (พ่อแม่ไม่รู้จักหรอก fb) หรือ มัวแต่สนใจพิมพ์ bb / iPhone ขณะเดินเล่นกับแฟนริมทะเล

ใช้ social network ให้พอเหมาะ พอดีกับความต้องการ ใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์แรกของ social network นั้นๆ
แล้วเราจะได้ ประโยชน์ที่มีมากมายจากมัน รวมทั้งยังมีเวลากับคนที่รัก ใกล้กับคนที่ไกลอย่างมีความสุข

introduce myself รู้จักกันก่อนเล่าเรื่อง

Name :
Sean lonk เป็นชื่อที่ใช้บนโลก cyber
Sean มาจากชื่อคนสิงคโปร์ที่รู้จักกันตอนทำงานที่ menebea เป็นคนที่นิสัยดีมาก อัธยาศัยดี และชื่อเค้าแปลกดี ตอนแรกอ่านชื่อเค้าว่า ซีน 555+
Lonk มาจาก ชื่อเล่นของเราเอง แต่เขียนเป็น ภาษาอังกฤษ เพื่อให้ดูอินเตอร์

Place :
1. เจอกันใน Blog
2. twitter as seanlonk
3. facebook as seanlonk

Neigborhood :
http://www.asmalldogs.com/
www.facebook.com/bookcafekhonkaen

attention and target :
ต้องการบันทึกความคิด / เล่าเรื่อง / วิจารณ์ เรื่องราวที่ได้พบปะ ความคิดที่มีต่อชีวิตและโลก
- ชีวิต / เป้าหมายชีวิต / นิพพาน
- การลงทุน / การตลาด / ไคเซน
- ข้อคิดการทำงาน
- วิจารณ์ หนัง / สังคม /การเมือง
- ขายของ / นายหน้า / การค้าทางเลือก