แนวทางการลงทุนในแบบของเราจะเหมือนกับการบินไปมาเพื่อหาอาหารของแมลงปอ หลักยึดคือจะไม่ฝืนแรงลม (follow trend ) แต่จะบินล้อไปตามแรงลม และจะยึดจับดอกไม้ (asset) ที่กำลังผลิดอกออกผลเท่านั้น หากดอกไม้นั้นกำลังเหี่ยวเฉา (หมดรอบ) แมลงปอก็จะผละหนี (cut lost) และบินไปยึดจับดอกไม้ดอกใหม่ หรืออาจจะบินลงไปเกาะที่ผิวน้ำ (ละการลงทุนชั่วคราว) เพื่อพักดูสถานการณ์
โดยจะแบ่ง cash ในพอร์ต เพื่อลงทุนใน 3 asset คือ หุ้น/กองทุนหุ้น , ทองคำ/กองทุนทองคำ และ เงินฝาก/ค่าเงิน และจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนการลงทุนในสามกลุ่มนี้ (หรืออาจะมากกว่าในอนาคต) เพื่อสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียน และ passive income
TheStorY
Sunday, April 14, 2013
Sunday, June 24, 2012
Investment record
My investment ,my target 001 : 24 June 2012
My target is 10 million THB within year 2019
Now i have 3 sector in my port folio
Cash : 59.2%
Stock : 23.6%
Fund : 17.2%
My portfolio growth MOM are ; 1.75%
Cash 0.83%
Stock 0.72%
Fund 6.55%
My target is 10 million THB within year 2019
Now i have 3 sector in my port folio
Cash : 59.2%
Stock : 23.6%
Fund : 17.2%
My portfolio growth MOM are ; 1.75%
Cash 0.83%
Stock 0.72%
Fund 6.55%
Thursday, June 23, 2011
Social network : Private or Public???
สมัยก่อนนู๊นที่เราไม่มี social network เราใช้อะไรกันมั่งครับ.....????
เท่าที่นึกออกก็มี e-mail , web board , Pirch , irc , MSN chat , QQ , Cam-forg ฯลฯ
จะเห็นว่าเครื่องมือส่วนใหญ่ จะเป็น private tool หรือ เครื่องมือติดต่อ แบบ 1 : 1 ระหว่างผู้ส่ง และผู้รับ
ยกเว้น web board อย่างเดียวที่ถือว่าเป็น public ซึ่งคนส่งข้อความก็เข้าใจ และรับได้ ว่าการสื่อความคิดในพื้นที่สาธารณะ , public , ก็จะมีเสียงสะท้อน (feed back) กลับมาหา ซึ่งผู้ส่งก็จะทำใจไว้บ้าง หากจะได้รับข้อความอันไม่พึงประสงค์
แต่ ณ ปัจจุบัน การที่เราใช้ Hi5 , My space , Cyworld , facebook , twitter มันเป็นการสื่อสารแบบ กึ่งสาธารณะ (semi-public) เพราะเรายอมให้คนจำนวนหนึ่ง มาติดตามข้อมูลของเราได้ และสามารที่จะสะท้อนความคิดเห็นของเค้ากลับมาหาเราได้ , หรือแสดงความไม่พอใจ ทัศนะคติ ต่อทุกความเคลื่อนไหวของเรา ในพื้นที่ของเราได้
หลายๆคนคงได้ยินข่าว หนุ่มสาว , คู่สามี ภรรยา ทะเลาะเบาะแว้ง ระแวงกันในเรื่องของมือที่สาม หรือ กิ๊ก ที่เราสามารถสืบได้จาก social network ข้างต้น อันเป็นเหตุให้เกิด การเลิกรา ฆ่าตกรรม ทำร้ายร่างกาย ฯลฯ
ทำให้เป็นประเด็นให้กลับมาคิดว่า ไอ้ social network ที่กำลังฮิตๆกันอยู่นี่ มันดีหรือไม่ / มันควรจะเป็นส่วนตัว , กึ่งสาธารณะ หรือ สาธารณะดี เดี๋ยวจะวิพากษ์เป็นฉากๆ นะครับ
Public ; สาธารณะ ... หากจะใช้เพื่อการ โปรโมตสินค้า แนะนำตัว จัดกลุ่ม เพื่อ fan club ก็สาธารณะไปเลยครับ เพราะยังไง ท่านก็จะได้เสียงสะท้อนด้านบวก มากกว่าด้านลบ ก็แค่ลืมๆ มันไปซะ อย่าไปใส่ใจให้รกสมอง เพราะวัตถุประสงค์ของเราคือการเพิ่มเครือข่ายทางสังคม สมชื่อ social network นั่นเอง
semi-public ; กึ่งสาธารณะ ... กลุ่มนี้เราจะใช้เพื่อ เพิ่มเพื่อน หาคนที่ความคิดเห็นใกล้เคียงหรือเหมือนกัน เหมือนที่ ดารา นายกฯ นักการเมือง เซเลบฯ ใช้กันนั่นแหละครับ หรือ คนธรรมดาอย่างเราจะใช้ก็ยังมีสิทธิตรงนี้ แต่ก็ต้องทำใจว่า จะมีเสียงสะท้อนแปลกๆมาให้กวนใจ แต่คงไม่มาก เพราะใครที่มัน กวนอารมณ์มากๆก็ un-friend หรือ block มันซะเลย แต่ในความเป็นจริง ก็ควรจะตั้งกติกา มารยาทกันไปเลยจะดีกว่านะครับ จะได้ไม่เสียเพื่อนหรือ fan club ไป
private ; ส่วนตั๊ว ส่วนตัว .... เอ่อ...กลุ่มนี้ ควรจะจำกัดการใช้ไปเลยนะครับ แบบ มีแต่ เพื่อน พี่ น้อง แฟน ญาติ สมาคม เพราะว่า คนกลุ่มนี้จะอ่อนไหวต่อข้อคิดเห็นที่ขัดแย้งต่อทรรศนคติของตนเป็นอย่างมาก , หรือ อาจจะรับไม่ได้ เมื่อเห็นมีคนหน้าตาดี มา comment แฟนของตน จะเกิดอาการ ร้อนรนในหัวใจ ^^ บางคนถึงขั้นบังคับให้แฟน คนสนิท สร้าง fb และ ระบุ relationship status เพื่อประกาศศักดิ์ดาให้โลกรู้ไปเลย และจะรับไม่ได้ เมื่อมีคนมา comment แฟน หรือ ที่รักของตน / หรือที่รักไป comment คนอื่นที่หน้าตาดีกว่าตน
- สำหรับคนกลุ่มนี้ แนะนำให้มี fb สองอัน อันนึงเอาไว้ใช้กับแฟน อันนึงเอาไว้ใช้กับเพื่อน ฮ่าๆๆๆ เพราะถือคติที่ว่า ไม่ได้โกหก แค่บอกไม่หมด (พูดง่ายๆคือตัดความรำคาญไปซะ)
- หรือ จะ un-friend คนที่รับเราไม่ได้ เวลาเราแสดงทัศนคติ หรือ รับคนอื่นไม่ได้เวลามา comment ในพื้นที่ของเรา เข้าทำนอง ขอคืนพื้นที่ด้วยการ un-friend นั่นเอง 555+
ทั้งนี้ ทั้งนั้น จริงๆ เราควรกลับมามองวัตถุประสงค์ในการใช้ social network ของเรามากกว่า ว่าเราใช้เพื่ออะไร ใช้กับใคร / เพราะในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องมืออะไร สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ ความสัมพันธ์ในเชิงกายภาพ หรือ สัมพันธภาพในชีวิตจริง ที่คุณเจอกันตัวเป็นๆ มากกว่า .... การเชื่อใจในกันและกัน รวมถึงการพูดจากันแบบ face to face เป็นอะไรที่ทำให้คนเรา เข้าใจกันได้มากกว่า พื้นที่ใน social network เป็นเพียง 1/100 ของความเป็นจริงในชีวิตของคนเรา หากเรา dis-connect จากโลก on line ความเป็นตัวตนในโลกไซเบอร์ก็จะหมดไป ..... ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า สัมพันธภาพระหว่างคนสองคน ในโลกของความเป็นจริงไปได้หรอกครับ ^^
Sunday, June 5, 2011
Take a Rest Thailand Party (TRT) พรรคพักเถอะประเทศไทย
กีฬาสีของประเทศสารขันต์ตอนนี้อยู่ในช่วงพักครึ่ง เพราะพี่มาร์คหน้าหล่อได้ประกาศยุบสภาฯเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ สรุปจำนวนพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้มี 40 พรรคs (เติม s เพราะเป็นพหูพจน์ ฮา) แต่ไหงพรรคการเมือง 90% มีนโยบายเหมือนกันยังกับลอกข้อสอบ อันได้แก่
๑.เพิ่มรายได้ให้ประชาชนไม่ว่า ๒๕%ใน ๒ปี หรือ ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท (แต่ไม่ได้บอกว่าจะเอางบประมาณส่วนนี้มาจากไหน ก็ไม่พ้นกู้กับเก็บ VAT เพิ่ม) บางพรรคถึงขั้นประกาศลดภาษี VAT เพื่อให้สินค้าถูก ซึ่งถ้าทำได้แล้วไม่ก่อหนี้ให้ประเทศก็ดี เพราะที่ท่านๆแด๊กส์ๆไป ๒๐-๓๐% ในแต่ละโครงการรัฐ ถ้าเลิกได้เราคงมีเงินมาทำนโยบายแบบนี้อีกเยอะ
๒.มีหลักประกันให้เกษตรกร อาทิเช่น เงินประกันรายได้ / บัตรเครดิตชาวนา น่าสงสัยในส่วนของที่มาของงบประมาณเหมือนกัน แต่ที่ได้ใจสุดๆคือ ให้ชาวนามีบัตรเครดิต เอ่อ ท่านครับ ที่มีหนี้กันหัวโตนี่ยังไม่พออีกหรือ!
๓.นโยบายปรองดอง แต่ทั่นๆก็ยังส่งแดงแท้ แดงเทียมมาก่อกวนผู้สมัครพรรคตรงข้าม ไม่ก็ใช้วาจาเชือดเฉือน เหน็บแนมให้เสียดแทงหัวใจ ไม่ก็พรรคปลาไหลที่ปรองดองออกนอกหน้า ตั้งแต่เซ็นต์ MOU กับพรรคเฮียห้อย และก็พร้อมร่วมเพศ เอ๊ยร่วมพรรคกับปูแดง โดยพรรคภูมิใจห้อยก็ ประกาศนโยบายกูไม่เอาปูแดง เอ่อเป็นต้นแบบปรองดองแบบไร้ศักดิ์ศรีจริงๆ
และอีกหลายๆนโยบายที่ซ้ำๆๆๆๆ กัน แต่ก็ยังมีอะไรแปลกๆจาก เสี่ยชูฯที่ออกตัวว่าผมขอเป็นฝ่ายแค้น เอ๊ยฝ่ายค้าน แต่ดูๆน่าจะเป็นฝ่ายแค้น เพราะท่านก็เที่ยวแขวะเค้าไปทั่ว... หรือ พันธมิตรที่ออกมารณรงค์ VOTE NO ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า Vote no จะช่วยอะไรได้ เพราะนักการเมืองบ้านเรา นอกจากหน้าหนากว่ามาตรฐานก็ยัง ยึดเอากติกาที่ได้ประโยชน์ต่อต้นอย่างแข็งขัน อย่างเช่น มี ผู้สมัคร ๒ คน มีคนโหวตได้ ๓คน โหวตโนไป ๒ ก็ยังมี สส.ได้ นอกจากคนทั้งประเทศจะ vote no ๑๐๐% ซึ่งก็เป็นไปได้ยากกกกกกก.......
ตัวผู้เขียนก็เลยนึกครึ้มๆว่า ถ้ามีปัญญาจะตั้งพรรคการเมืองก็ขอเสนอ ทางเลือกใหม่ๆให้ประชาชนชาวสารขันต์ให้เลือกพรรค"พักเถอะประเทศไทย"
ชื่อพรรค : พักเถอะประเทศไทย
กรรมการบริหารพรรค : ท่าน ว. , พระสมปอง , คุณบัณฑิต อึ้งรังษี , ท่านอานันท์ , คุณดำรงษ์ วงโชติปิ่นทอง , โหน่ง a day , โน๊ส อุดม ฯลฯ บรรดาอ.ที่นำแนววิถีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ไปสอนชาวบ้านทั้งหลาย
นโยบายพรรค :
๑) ยกเลิกเก็บเงินภาษีประชาชน ให้เปลี่ยนเป็นการรับบริจาค จากประชาชนโดยตรง ตัวอย่างเช่น ประชาชนไป รพ. ถ้ารู้สึกว่าได้รับบริการดี ก็บริจาคเงินให้โรงพยาบาลนั้นๆ ถ้าไม่พอใจก็ไม่บริจาค , อ่อเงินรายได้หลักจะมาจากภาษี VAT แต่ยกเลิกการเก็บภาษี นิติบุคคล
==>แก้ปัญหาการคอรัปชั่น และเพิ่มประสิทธิภาพ ข้าราชการ
๒) นำนโยบายเศรฐกิจพอเพียงมาใช้ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า คือ ใครใช้ไฟฟ้าเยอะเก็บค่าไฟเยอะ โดยเฉพาะหน่วยงานเอกชน ราชการ , ส่วนชาวบ้านตาดำๆก็เก็บตามอัตราการใช้งาน ถ้าใครเอาแก๊สชีวภาพมาปั่นไฟขายคืนราชการได้ ก็ไม่ต้องจ่ายตังค์แถมมีรายได้
==>ลดการใช้จ่ายเกินตัว เพิ่มการดำรงชีพด้วยเกษตรอินทรีย์
๓)หน่วยงานบริหารส่วนตำบล จะเป็นผู้รับบริจาคและจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น โดยราชการมาเบิกงบกับทาง อบต.แทนที่จะได้เงินเดือนจากส่วนกลาง
ทีนี้ พื้นที่ไหนโกงกินเยอะ ไม่ใช้เศรฐกิจพอเพียงก็ล่มจมกันไป 555+
==>กระจายอำนาจการบริหารอย่างเป็นธรรม
๔)รวมธนาคารรัฐเป็นธนาคารเดียวคือ ธ.แห่งประเทศไทย รับฝากเงินและให้กู้แก่ประชาชน โดยจะมี ๑ ตำบล ๑ ธนาคาร โดยให้ตั้ง ผู้บริหารกรรมการประจำตำบล โดยเอาหลักพุทธศาสนามาเป็นนโยบายหลัก ใครทำความดี ก็มีสิทธิกู้เยอะ ถ้าทำความเลวก็ไม่ได้กู้และไม่มีสิทธิฝาก .... เพิ่มการออม ลดการกู้โดยไม่จำเป็น
==>ส่งเสริมการออม และจริยธรรม
๕)ยกเลิกการประเมิน GDP เป็น GHP คือการประเมินความสุขของคนทั้งประเทศ และส่งเสริมกิจกรรม คิดบวก , คิดสร้างสรรค์
==>สร้างสังคมเป็นสุข
อาจจะเป็นเพียงนโยบายเพ้อฝัน แต่เราสามารถเริ่มได้ที่ครอบครัวของเราแต่ละคน แล้วก็ขยายสู่เพื่อนบ้าน และถ้าทุกๆครอบครัวในประเทศทำ ประเทศสารขันต์ก็จะเป็นประเทศที่ชาวบ้านมีความสุขและได้ พักผ่อน ทุกๆวัน
Sunday, May 15, 2011
positive thinking vs negative thinking
Positive thinking เป็นคำที่เราแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยว่า คิดบวก
Negative thinking เป็นคำที่เราแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยว่า คิดลบ
แต่หากใช้คำไทยๆ ก็อาจจะเรียกว่า คิดบวก คือ การมองโลกในแง่ดี , คิดลบ คือการมองโลกมในแง่ร้าย
ข้อแตกต่างทางด้านจิตวิทยาของสองแนวคิดนี้คือ
คิดบวก คือ มุมมองต่อสถาณการณ์ในด้านที่มอง ผลดีมากกว่าผลเสีย
คิดลบ คือ มุมมองต่อสถาณการณ์ในด้านที่มองผลเสียมากกว่าผลดี
คนส่วนใหญ่จะมองว่า คนคิดบวก หรือ พวกมองโลกในแง่ดีคือ พวกเพ้อฝัน อยู่ในโลกแห่งจินตนาการ และทึกทักเอาเองว่า การมองโลกในแง่ลบบ้าง ก็คือ การมองที่ความเป็นจริงของโลก มองในแง่ของการอยู่รอด ฯลฯ
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าศาตร์ตะวันตกปัจจุบันเริ่มมามองที่ ศาตร์ตะวันออก ซึ่งเน้นเรื่องจิตใจมากกว่า ในอดีตศาตร์ตะวันตก หรือวิทยาศาตร์ จะมุ่งแสวงหาข้อเท็จจริง มองทุกอย่างตามหลักฐาน เหตุ ปัจจัย บวกกับสถาณการณ์ เพื่อหาเป็นข้อสรุปใน พฤติกรรม หรือ เหตุการณ์
แต่ในปัจจุบัน เมื่อวิทยาศาตร์ (ตะวันตก) เริ่มศึกษา ธรรมชาติในแนวทางของ พุทธ,เต๋า,เซ็น โดยเอาการปฏิบัติ ตามแนวตะวันออกมาทดลอง และวัดผลออกมาทางวิทยาศาตร์(ในแง่ของการบันทึก,ผล) ทำให้ วิทยาศาตร์ ได้เห็นความสัมพันธ์ของจิต ที่ส่งผลต่อร่างกาย หรือ ความคิด (ทางกายภาพ)
ทำให้ได้ข้อสรุปพอสังเขป จากการอ่านของผู้เขียน
ความคิดบวก/มองโลกในแง่ดี จะส่งเสริมทางด้านจินตนการ ทำให้คนเรามีกำลังใจ มีความพยายามที่จะทำให้สำเร็จ โดยเอาเป้าหมายมาเป็นที่ตั้ง ใช้ศิลปะหรือจินตนาการ วาดภาพความสำเร็จในอนาคต เป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต หรือทำกิจกรรมหนึ่งๆให้สำเร็จ ซึ่งวิทยาศาตร์พบว่า มันมาจากสมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่ตรงนี้ รวมถึงสารเคมีเอนโดรฟีน ซึ่งทำให้รู็สึกผ่อนคลายเมื่อได้ทำตามที่หวังไว้ และมีผลทำให้ร่างกายผ่อนคลาย มีความพร้อมที่จะเผชิญปัญหา รวมถึงจิตใจที่ฮึดสู้ (กำลังใจดีสุดๆ) สรุปว่า กระทำตามแรงดึงดูด เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย
ความคิดลบ/มองโลกในแง่ร้าย จะมาจาการคิดเชิงตรรกะ มองที่พื้นฐานของความเป็นจริง และคำนวณตามประสบการณ์ทีมีในแต่ละคน ต่อสถาณการณ์หนึ่งๆว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะประสบผลสำเร็จ เรียกง่ายๆว่า มองที่องค์ประกอบของปัจจัย ว่าเป็นเครื่องมือที่ดีพอที่จะทำกิจกรรมนั้นๆให้ประสบผลสำเร็จได้หรือไม่ แต่จะมองในแง่ของความเสี่ยง หรือ ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ่น ซึ่งมาจากสมองซีกขวา และ จะเกิดสารเคมี อะดรีนาลิน เป็นสารที่จะกระตุ้น จิตใจและร่างกายให้แสดงออกตามแรงขับด้านลบ และดึงพลังงานออกจากอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดการอ่อนเพลีย เครียดในขณะดำเนินกิจกรรมนั้นๆ สรุปว่า กระทำตามภาระที่เป็นแรงผลัก
คำถามที่น่าสนใจคือ เราจะใช้สิ่งใดมาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน ในเมื่อการมองโลกในแง่บวก อาจจะทำให้เราพลาดพลั้งได้ง่าย ในทางตรงข้ามการมองโลกในแง่ลบก็จะทำให้เราไม่กล้าที่จะทำกิจกรรมใดๆ หรือดำรงชีวิตอยู่ด้วยความห่อเหี่ยว
ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดคงจะเป็นในแนวทาง พุทธ ว่า เราควรจะต้องฝึกควบคุมจิตให้อยู่ตรงกลาง เพื่อไม่ให้เบี่ยงเบนไปในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป แต่ถ้ากล่าวในเชิงของคนปกติที่ไม่ได้เป็นพระ ก็คือ ทำจิตใจให้อยู่ในสมาธิ มองชีวิตในแง่บวก แต่ดำรงตนในทางที่ไม่ประมาท , เพราะหาก คนเราไร้ซึ่งแรงดึงดููด จากเป้าหมาย หรือความฝัน ชีวิตเราก็คงเหมือนเรือที่ลอยกลางทะเล โดยไร้เข็มทิศ และหากเรา ดำรงชีวิตโดยประมาท ชีวิตเราก็คงเป็นเรือที่มีเข็มทิศ มีกำลังขับเต็มที่ แต่ขาดซึ่ง หางเสือและสมอ ที่จะคอยกำหนด ก้าวย่างของชีวิต และ ปราศจากระบบควบคุมความปลอดภัย
ใช้ชีวิตให้มีเป้าหมาย เพื่อมีแรงดึงดูด มองชีวิตให้ไม่ประมาทจนเกินไป / หรือ อย่ากลัวจนเหมือนกับว่า มีภาระหนักอึ้ง ....... ซึ่งก็คือ ทางสายกลาง
Sunday, May 8, 2011
ลัดดาแลนด์ (&House)
ลัดดาแลนด์ เป็นหนังผีไทยเรื่องแรกที่ผู้เขียนจ่ายตังค์เข้าไปดูในโรงภาพยนต์เป็นเรื่องแรก
เนื่องด้วยเป็นคนกลัวผีมาแต่ไหนแต่ไร และมักจะคิดว่ามีวิญญาณอยู่อีกโลกแต่เป็นโลกเสมือน และอาจจะมาเยี่ยมเยียนเราเป็นบางครั้ง หากภาวะร่างกายและจิตใจเราเปิดช่องว่างของสองโลกออก และอีกเหตุผลหนึ่งคือ หนังผีเอเชีย มันใกล้ตัวมากๆ แต่แปลกที่ดูหนังผีฝรั่งได้แฮะ
จุดสนใจของลัดดาแลนด์ที่ดึงดูดให้ผู้เขียนยอมจ่ายตังค์คือ ดารานำเป็นพี่ก้อง นูโวและคุณป๊อก เนื่องจากทั้งสองคนเป็นดาราที่มีประสบการณ์การแสดงเป็นอย่างดี รวมถึงกระแสโปรโมตว่า ผกก.เป็นคนเดียวกับที่เขียนบท ชัตเตอร์และแฝด ซึ่งเป็นหนังผีที่ผู้เขียนดูแล้วรู้สึกสยองเป็นอย่างยิ่ง บวกกับการได้ดูหนังตัวอย่างและคิดว่าน่าสนใจ เลยยอมควักตังค์เข้าไปดู
ลัดดาแลนด์เป็นหนังที่ผู้สร้างได้แรงดลใจจากตำนานผีของลัดดาแลนด์ที่เชียงใหม่ ซึ่งสถาณที่จริงเป็นเหมือนสวนสามพรานที่สมุทรสาคร แต่ได้ปิดตัวลง คงเพราะผกก.ไม่อยากโดนฟ้องจากทายาท เลยปรับสถาณที่ของหนังเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งชานเมืองเชียงใหม่ ซึ่งดูจากแบบของบ้านทั้งภายในและภายนอกตัวบ้านแล้ว เหมือนหมู่บ้านดังโครงการใหญ่
หนังเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวมีปมด้อยจากการโดนดูถูกจากแม่ยาย ว่าไม่สามารถที่จะดูแลครอบครัวได้ดี เมื่อได้โอกาสทำงานที่เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ต้องย้ายมาอยู่เชียงใหม่ แต่สามารถจะซื้อบ้านได้ก็ยอมพาครอบครัวมาอยู่ที่เชียงใหม่ โดยมีปูมหลังว่าลูกสาวคนโต ได้รับอิทธิพลความรับจากย่าให้รังเกียจพ่อของตน และภรรยาลาออกจากงานเดิม โดยมีหัวหน้างานพัวพันด้านชู้สาว
หนังโยงเรื่องสยองขวัญโดยเริ่มจากคนงานพม่าที่ถูกฆ่าตายในหมู่บ้านจากน้ำมือโจร และกลายมาเป็นวิญญาณคอยหลอกหลอนคนในหมู่บ้าน และโยงเรื่องเข้ามาหาปัญหาครอบครัวของคุณก้อง โดยใช้ปมด้อยของพ่อ และความรังเกียจของลูกมาผูกกับวิญญาณคนใช้ ซึ่งทำให้ปัญหาครอบครัวแย่ลงไปกว่าเดิม
แต่หนังไม่ได้บอกที่มาที่ไปของวิญญาณคนใช้นอกจากถูกฆาตกรรมและตามหลอกหลอนเท่านั้น แล้วจู่ๆหนังก็ไปกล่าวถึงวิญญาณคนข้างบ้าน ที่หัวหน้าครอบครัวเป็นคนอารมณร้อน มีปัญหาการเงิน ชอบใช้อารมณ์กับลูก เมีย และมีแม่ที่พิการ และเมื่อเกิดปัญหาที่แก้ไม่ได้ก็ตัดสินใจฆ่าตรรมยกครัว และฆ่าตัวตาย
และผูกเรื่องความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้านและการตามหลอกหลอน
ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนเห็นว่า บทละครอ่อนไปหน่อยในการผูกเรื่อง ของวิญญาณ และการตามหลอกหลอนคนในหมู่บ้าน แต่สิ่งทีหนังทำได้ดีคือ บทหลอนคนดูว่าเมื่อไหร่ วิญญาณจะโผล่ออกมา นี่น่าจะเป็นพรสวรรค์ของ ผกก.ไทย เพียงอย่างเดียวจริงๆที่เห็นจากหนังผีบ้านเรา แต่หนังก็สนุกพอใช้เมื่อมีดารามากประสบการณ์อย่างคุณก้องและคุณป๊อก ไม่งั้นหนังคงจะจืดไปเยอะ เพราะบทหนังมันไม่ส่ง
อีกเรื่องที่ผู้เขียนอยากบอกคือ ใครที่อยู่บ้านแลนด์ฯ และสภาพบ้านออกจะเก่า แล้วเพื่อนบ้านไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ แนะนำว่าอย่าไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะคุณอาจจะหลอนๆเวลาเข้าบ้านดึกๆ ^^
Thursday, May 5, 2011
apple fever
กระแส iPad2 ในไทยกำลังมาแรงมากสสส์ ซึ่งกำหนดที่จะเปิดตัวน่าจะเป็น July-Aug 2011 ซึ่งถือว่าการเปิดตัว 6 May 2011 ถือว่ามาเร็วกว่ากำหนดหลายเดือน แต่ที่น่าสังเกตคือ การเปิดตัวครั้งนี้มีการกระจายสินค้าไปตามร้าน Power buy , iStudio ซึ่งปกติจะเปิดตัวเพียง iStudio
มีข้อสังเกตุที่น่าพิจรารณาว่า ประเทศสารขันธ์ที่ยังไม่มี 3G ทำไมถึงได้มีการเปิดตัวสินค้าของ apple ไวและเยอะกว่าที่คาด
๑ ประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้บริโภคเบอร์หนึ่งเกิดภัยพิบัติ
๒ จำนวนคู่แข่งในตลาดแท็บเล็ตมีจำนวเพิ่มขึ้นหลายเจ้า
๓ ปริมาณคนใช้สินค้าของ apple เพิ่มขึ้นเยอะกว่าการคาดการณ์
ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลในสองข้อแรกทำให้การเปิดตัวในไทยของ iPad มาเร็วขึ้น
แต่ทำไม iPad หรือ ผลิตภัณฑ์ของ apple จึงเป็น fever และเป็น phenomenal บนโลกกลมๆใบนี้
นั่นเพราะ apple มี Steve jobs ครับ ตาจ๊อบได้ชื่อว่าเป็นคนที่มองผู้ใช้หรือ User ได้ทะลุปรุโปร่ง
โดยมองว่า เทคโนโลยีต้องสนับสนุนการใช้งานให้ง่าย ไม่ใช่ทำให้ผู้ใช้เป็นเซียน
เพราะตาจ๊อบส์รู้ว่าใน technology 100% ที่มี ผู้ใช้จะพอใจเพียงการใช้ 20% ของ technology เท่านั้น
เช่น touch screen ขั้นเทพ , การ Access social network ที่ง่าย ไม่ว่าจะเป็น twitter facebook msn และโปรแกรมช่วยให้ชีวิตดูง่าย เช่น google map , weather และ ความเร็วในการเข้าเว็บของ safari + Games
เพราะจริงๆแล้วผลิตภัณฑ์ของ apple สามารถใช้งานได้เยอะกว่าโปรแกรมที่กล่าวมา หรือ มีเทคโนโลยีที่อัดแน่นกว่าที่ผู้ซื้อหลายคนคิด แต่คนส่วนใหญ่ก็พอใจจะจ่ายแพงกว่า product ประเภทเดียวกันจาก brand อื่นเพียงเพื่อเสพความมสุดยอดที่ apple มอบให้
อีกเรื่องที่แตกต่างจาก brand อื่นคือ ตาจ๊อบส์ใช้ตัวเองเป็น presenter โดยนำเสนอบุคลิกของเขาที่แต่งตัวง่ายๆ เป็นผู้ใช้ที่ดูพื้นๆ เหมือนคนทั่วๆไป แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงประสบการณ์สุดพิเศษ และ technolนgy ขั้นเทพ นั่นทำตาจ๊อบส์เป็นตัวแทนของผู้ซื้อส่วนใหญ่ ที่ไม่ใช่เซียน technology แต่สามารถเข้าถึงได้ง่าย
รวมถึงการสนับสนุนหลังการขายของ iStudio ที่เป็นเหมือน help desk ของผู้ใช้ทั่วโลก ซึ่งโดยความเป็นจริงหากผู้ซื้อ ซื้อทุกอย่างด้วยการจ่ายค่าลิขสิทธ์เหมือนจ่ายให้ apple ใน product brand อื่น ผู้ใช้ก็จะได้ความสะดวกสบายไม่ต่างกัน แต่เนื่องจาก brand อื่นไม่มี help desk ที่ชัดเจน นั่นทำให้ apple แตกต่าง
และที่น่าสนใจคือ product life cycle ของ apple จะทยอยออกสู่ตลาดในทุกๆ 6-8 เดือน ไม่ว่าจะเป็น model change หรือ minor change โดยเรียงลำดับตั้งแต่มี iPod , iPhone ซีรี่แรกๆ
iPod touch, iPhone--->iPhone3G , new iPod touch--->iPad1
iPhone3Gs , iPod touch2--->iPhone4--->iPad2
ซึ่งจะห่างกันในระยะเวลาไม่นาน และจะมีการปั่นกระแสก่อนที่ product จะออกสู่ตลาดประมาณ 1-2 เดือน
นั่นทำให้ apple product ยังเป็น phenomenal อยู่คู่กับสังคมโลก เป็นเวลากว่า2ทศวรรษ ตั้งแต่ตาจ๊อบส์กลับมาเป็นผู้บริหารอีกครั้ง
Subscribe to:
Posts (Atom)
