Thursday, June 23, 2011

Social network : Private or Public???

สมัยก่อนนู๊นที่เราไม่มี social network เราใช้อะไรกันมั่งครับ.....????

เท่าที่นึกออกก็มี e-mail , web board , Pirch , irc , MSN chat , QQ , Cam-forg ฯลฯ
จะเห็นว่าเครื่องมือส่วนใหญ่ จะเป็น private tool หรือ เครื่องมือติดต่อ แบบ 1 : 1 ระหว่างผู้ส่ง และผู้รับ
ยกเว้น web board อย่างเดียวที่ถือว่าเป็น public ซึ่งคนส่งข้อความก็เข้าใจ และรับได้ ว่าการสื่อความคิดในพื้นที่สาธารณะ , public , ก็จะมีเสียงสะท้อน (feed back) กลับมาหา ซึ่งผู้ส่งก็จะทำใจไว้บ้าง หากจะได้รับข้อความอันไม่พึงประสงค์

แต่ ณ ปัจจุบัน การที่เราใช้ Hi5 , My space , Cyworld , facebook , twitter มันเป็นการสื่อสารแบบ กึ่งสาธารณะ (semi-public) เพราะเรายอมให้คนจำนวนหนึ่ง มาติดตามข้อมูลของเราได้ และสามารที่จะสะท้อนความคิดเห็นของเค้ากลับมาหาเราได้ , หรือแสดงความไม่พอใจ ทัศนะคติ ต่อทุกความเคลื่อนไหวของเรา ในพื้นที่ของเราได้
หลายๆคนคงได้ยินข่าว หนุ่มสาว , คู่สามี ภรรยา ทะเลาะเบาะแว้ง ระแวงกันในเรื่องของมือที่สาม หรือ กิ๊ก ที่เราสามารถสืบได้จาก social network ข้างต้น อันเป็นเหตุให้เกิด การเลิกรา ฆ่าตกรรม ทำร้ายร่างกาย ฯลฯ

ทำให้เป็นประเด็นให้กลับมาคิดว่า ไอ้ social network ที่กำลังฮิตๆกันอยู่นี่ มันดีหรือไม่ / มันควรจะเป็นส่วนตัว , กึ่งสาธารณะ หรือ สาธารณะดี เดี๋ยวจะวิพากษ์เป็นฉากๆ นะครับ

Public ; สาธารณะ ... หากจะใช้เพื่อการ โปรโมตสินค้า แนะนำตัว จัดกลุ่ม เพื่อ fan club ก็สาธารณะไปเลยครับ เพราะยังไง ท่านก็จะได้เสียงสะท้อนด้านบวก มากกว่าด้านลบ ก็แค่ลืมๆ มันไปซะ อย่าไปใส่ใจให้รกสมอง เพราะวัตถุประสงค์ของเราคือการเพิ่มเครือข่ายทางสังคม สมชื่อ social network นั่นเอง

semi-public ; กึ่งสาธารณะ ... กลุ่มนี้เราจะใช้เพื่อ เพิ่มเพื่อน หาคนที่ความคิดเห็นใกล้เคียงหรือเหมือนกัน เหมือนที่ ดารา นายกฯ นักการเมือง เซเลบฯ ใช้กันนั่นแหละครับ หรือ คนธรรมดาอย่างเราจะใช้ก็ยังมีสิทธิตรงนี้ แต่ก็ต้องทำใจว่า จะมีเสียงสะท้อนแปลกๆมาให้กวนใจ แต่คงไม่มาก เพราะใครที่มัน กวนอารมณ์มากๆก็ un-friend หรือ block มันซะเลย แต่ในความเป็นจริง ก็ควรจะตั้งกติกา มารยาทกันไปเลยจะดีกว่านะครับ จะได้ไม่เสียเพื่อนหรือ fan club ไป

private ; ส่วนตั๊ว ส่วนตัว .... เอ่อ...กลุ่มนี้ ควรจะจำกัดการใช้ไปเลยนะครับ แบบ มีแต่ เพื่อน พี่ น้อง แฟน ญาติ สมาคม เพราะว่า คนกลุ่มนี้จะอ่อนไหวต่อข้อคิดเห็นที่ขัดแย้งต่อทรรศนคติของตนเป็นอย่างมาก , หรือ อาจจะรับไม่ได้ เมื่อเห็นมีคนหน้าตาดี มา comment แฟนของตน จะเกิดอาการ ร้อนรนในหัวใจ ^^ บางคนถึงขั้นบังคับให้แฟน คนสนิท สร้าง fb และ ระบุ relationship status เพื่อประกาศศักดิ์ดาให้โลกรู้ไปเลย และจะรับไม่ได้ เมื่อมีคนมา comment แฟน หรือ ที่รักของตน / หรือที่รักไป comment คนอื่นที่หน้าตาดีกว่าตน
- สำหรับคนกลุ่มนี้ แนะนำให้มี fb สองอัน อันนึงเอาไว้ใช้กับแฟน อันนึงเอาไว้ใช้กับเพื่อน ฮ่าๆๆๆ เพราะถือคติที่ว่า ไม่ได้โกหก แค่บอกไม่หมด (พูดง่ายๆคือตัดความรำคาญไปซะ)
- หรือ จะ un-friend คนที่รับเราไม่ได้ เวลาเราแสดงทัศนคติ หรือ รับคนอื่นไม่ได้เวลามา comment ในพื้นที่ของเรา เข้าทำนอง ขอคืนพื้นที่ด้วยการ un-friend นั่นเอง 555+

ทั้งนี้ ทั้งนั้น จริงๆ เราควรกลับมามองวัตถุประสงค์ในการใช้ social network ของเรามากกว่า ว่าเราใช้เพื่ออะไร ใช้กับใคร / เพราะในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องมืออะไร สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ ความสัมพันธ์ในเชิงกายภาพ หรือ สัมพันธภาพในชีวิตจริง ที่คุณเจอกันตัวเป็นๆ มากกว่า .... การเชื่อใจในกันและกัน รวมถึงการพูดจากันแบบ face to face เป็นอะไรที่ทำให้คนเรา เข้าใจกันได้มากกว่า พื้นที่ใน social network เป็นเพียง 1/100 ของความเป็นจริงในชีวิตของคนเรา หากเรา dis-connect จากโลก on line ความเป็นตัวตนในโลกไซเบอร์ก็จะหมดไป ..... ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า สัมพันธภาพระหว่างคนสองคน ในโลกของความเป็นจริงไปได้หรอกครับ ^^



Sunday, June 5, 2011

Take a Rest Thailand Party (TRT) พรรคพักเถอะประเทศไทย

กีฬาสีของประเทศสารขันต์ตอนนี้อยู่ในช่วงพักครึ่ง เพราะพี่มาร์คหน้าหล่อได้ประกาศยุบสภาฯเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ สรุปจำนวนพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้มี 40 พรรคs (เติม s เพราะเป็นพหูพจน์ ฮา) แต่ไหงพรรคการเมือง 90% มีนโยบายเหมือนกันยังกับลอกข้อสอบ อันได้แก่

๑.เพิ่มรายได้ให้ประชาชนไม่ว่า ๒๕%ใน ๒ปี หรือ ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท (แต่ไม่ได้บอกว่าจะเอางบประมาณส่วนนี้มาจากไหน ก็ไม่พ้นกู้กับเก็บ VAT เพิ่ม) บางพรรคถึงขั้นประกาศลดภาษี VAT เพื่อให้สินค้าถูก ซึ่งถ้าทำได้แล้วไม่ก่อหนี้ให้ประเทศก็ดี เพราะที่ท่านๆแด๊กส์ๆไป ๒๐-๓๐% ในแต่ละโครงการรัฐ ถ้าเลิกได้เราคงมีเงินมาทำนโยบายแบบนี้อีกเยอะ

๒.มีหลักประกันให้เกษตรกร อาทิเช่น เงินประกันรายได้ / บัตรเครดิตชาวนา น่าสงสัยในส่วนของที่มาของงบประมาณเหมือนกัน แต่ที่ได้ใจสุดๆคือ ให้ชาวนามีบัตรเครดิต เอ่อ ท่านครับ ที่มีหนี้กันหัวโตนี่ยังไม่พออีกหรือ!

๓.นโยบายปรองดอง แต่ทั่นๆก็ยังส่งแดงแท้ แดงเทียมมาก่อกวนผู้สมัครพรรคตรงข้าม ไม่ก็ใช้วาจาเชือดเฉือน เหน็บแนมให้เสียดแทงหัวใจ ไม่ก็พรรคปลาไหลที่ปรองดองออกนอกหน้า ตั้งแต่เซ็นต์ MOU กับพรรคเฮียห้อย และก็พร้อมร่วมเพศ เอ๊ยร่วมพรรคกับปูแดง โดยพรรคภูมิใจห้อยก็ ประกาศนโยบายกูไม่เอาปูแดง เอ่อเป็นต้นแบบปรองดองแบบไร้ศักดิ์ศรีจริงๆ

และอีกหลายๆนโยบายที่ซ้ำๆๆๆๆ กัน แต่ก็ยังมีอะไรแปลกๆจาก เสี่ยชูฯที่ออกตัวว่าผมขอเป็นฝ่ายแค้น เอ๊ยฝ่ายค้าน แต่ดูๆน่าจะเป็นฝ่ายแค้น เพราะท่านก็เที่ยวแขวะเค้าไปทั่ว... หรือ พันธมิตรที่ออกมารณรงค์ VOTE NO ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า Vote no จะช่วยอะไรได้ เพราะนักการเมืองบ้านเรา นอกจากหน้าหนากว่ามาตรฐานก็ยัง ยึดเอากติกาที่ได้ประโยชน์ต่อต้นอย่างแข็งขัน อย่างเช่น มี ผู้สมัคร ๒ คน มีคนโหวตได้ ๓คน โหวตโนไป ๒ ก็ยังมี สส.ได้ นอกจากคนทั้งประเทศจะ vote no ๑๐๐% ซึ่งก็เป็นไปได้ยากกกกกกก.......

ตัวผู้เขียนก็เลยนึกครึ้มๆว่า ถ้ามีปัญญาจะตั้งพรรคการเมืองก็ขอเสนอ ทางเลือกใหม่ๆให้ประชาชนชาวสารขันต์ให้เลือกพรรค"พักเถอะประเทศไทย"
ชื่อพรรค : พักเถอะประเทศไทย
กรรมการบริหารพรรค : ท่าน ว. , พระสมปอง , คุณบัณฑิต อึ้งรังษี , ท่านอานันท์ , คุณดำรงษ์ วงโชติปิ่นทอง , โหน่ง a day , โน๊ส อุดม ฯลฯ บรรดาอ.ที่นำแนววิถีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ไปสอนชาวบ้านทั้งหลาย
นโยบายพรรค :
๑) ยกเลิกเก็บเงินภาษีประชาชน ให้เปลี่ยนเป็นการรับบริจาค จากประชาชนโดยตรง ตัวอย่างเช่น ประชาชนไป รพ. ถ้ารู้สึกว่าได้รับบริการดี ก็บริจาคเงินให้โรงพยาบาลนั้นๆ ถ้าไม่พอใจก็ไม่บริจาค , อ่อเงินรายได้หลักจะมาจากภาษี VAT แต่ยกเลิกการเก็บภาษี นิติบุคคล
==>แก้ปัญหาการคอรัปชั่น และเพิ่มประสิทธิภาพ ข้าราชการ

๒) นำนโยบายเศรฐกิจพอเพียงมาใช้ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า คือ ใครใช้ไฟฟ้าเยอะเก็บค่าไฟเยอะ โดยเฉพาะหน่วยงานเอกชน ราชการ , ส่วนชาวบ้านตาดำๆก็เก็บตามอัตราการใช้งาน ถ้าใครเอาแก๊สชีวภาพมาปั่นไฟขายคืนราชการได้ ก็ไม่ต้องจ่ายตังค์แถมมีรายได้
==>ลดการใช้จ่ายเกินตัว เพิ่มการดำรงชีพด้วยเกษตรอินทรีย์

๓)หน่วยงานบริหารส่วนตำบล จะเป็นผู้รับบริจาคและจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น โดยราชการมาเบิกงบกับทาง อบต.แทนที่จะได้เงินเดือนจากส่วนกลาง
ทีนี้ พื้นที่ไหนโกงกินเยอะ ไม่ใช้เศรฐกิจพอเพียงก็ล่มจมกันไป 555+
==>กระจายอำนาจการบริหารอย่างเป็นธรรม

๔)รวมธนาคารรัฐเป็นธนาคารเดียวคือ ธ.แห่งประเทศไทย รับฝากเงินและให้กู้แก่ประชาชน โดยจะมี ๑ ตำบล ๑ ธนาคาร โดยให้ตั้ง ผู้บริหารกรรมการประจำตำบล โดยเอาหลักพุทธศาสนามาเป็นนโยบายหลัก ใครทำความดี ก็มีสิทธิกู้เยอะ ถ้าทำความเลวก็ไม่ได้กู้และไม่มีสิทธิฝาก .... เพิ่มการออม ลดการกู้โดยไม่จำเป็น
==>ส่งเสริมการออม และจริยธรรม

๕)ยกเลิกการประเมิน GDP เป็น GHP คือการประเมินความสุขของคนทั้งประเทศ และส่งเสริมกิจกรรม คิดบวก , คิดสร้างสรรค์
==>สร้างสังคมเป็นสุข

อาจจะเป็นเพียงนโยบายเพ้อฝัน แต่เราสามารถเริ่มได้ที่ครอบครัวของเราแต่ละคน แล้วก็ขยายสู่เพื่อนบ้าน และถ้าทุกๆครอบครัวในประเทศทำ ประเทศสารขันต์ก็จะเป็นประเทศที่ชาวบ้านมีความสุขและได้ พักผ่อน ทุกๆวัน