Saturday, April 30, 2011

เลือกตั้ง-เลือกใคร-เลือกพรรคไหน-ประชาชนจะได้อะไร

จากการติดตามข่าวสารบ้านเมือง พี่มาร์คหน้าหล่อก็นั่งยัน ยืนยัน นอนยันว่าจะยุบสภาภายในสัปดาห์แรกของเดือน ก็จะทำให้ปวงชนชาวไทย ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันอีกครั้ง ภายในเดือน ก.ค.เป็นอย่างช้า
ตามประสาคนที่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาแล้ว 2-3ครั้ง (อาจจะ 4ครั้ง) ก็ยังจะคงไปใช้สิทธิต่อไป และคงจะเลือกพรรคเดิมจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

แต่หากสรุปประเด็นการเมืองจากสื่อทุกช่องทางก็มีกระแสที่ว่า อาจไม่มีการเลือกตั้ง นั่นก็คือ ประเทศไทยเราจะถอยหลังเข้าครองอีกคำรบ เหมือนตอนที่บิ๊กบังออกมาปฏิวัติคนหน้าเหลี่ยม ซึ่งตอนนั้นก็ทำให้ประเทศไทยหยุดอยู่กับที่ราว2-3ปี กับรัฐนาวาที่อาจจะพูดได้ว่า มือสะอาด-ช้า-ไม่ทันสมัย ทำได้เพียงประคับประคองประเทศหลังรัฐประหารได้เพียงเท่านั้น

คำถามคือ ถ้ามีการเลือกตั้ง เราคนไทยควรจะทำตัวอย่างไร
๑ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามครรลอง
๒ เลือกพรรคที่ใช่และพรรคที่ชอบ
๓ โหวตโน ตามกระแสไม่เอานักการเมืองชุดปัจจุบัน

ในประเด็นข้อที่๑-๒ จะกล่าวถึงในภายหลัง แต่จะขอกล่าวประเด็นในข้อที่๓ ก่อน
โหวตโน เพื่อ????
-ไม่เอานักกินเมืองชุดปัจจุบันไม่ว่าจากพรรคไหน เพราะคนปลุกระดมมีสมมุติฐานว่า นักกินเมืองชุดปัจจุบันเป็นพวกโกงกิน ดีแต่พูด คอรัปชั่น และ เปลืองภาษีประชาชนโดยการโดดประชุม
-ต้องการ นายกฯพระราชทานตาม ม.๗ (ซึ่งผู้เขียนไม่รู้ว่าต้องโหวตโนกี่%ถึงจะได้ตามเงื่อนไขนี้)
คำถามต่อประเด็นนี้คือ นักกินเมืองชุดปัจจุบัน เป็นผลผลิตมาจากสังคมไทย ใช่หรือไม่ ถ้าใช่คนในสังคมควรจะเป็นคนแก้ ไม่ใช่โยนภาระนี้ไปให้สถาบันเบื้องสูง เพราะท่านได้ให้อำนาจการปกครองนี้แก่ประชาชนมาตั้งแต่ ร.ที่๗ การที่คนบางกลุ่ม/บางพวก ออกมาใส่ร้ายกันไปมา สร้างม๊อบต่อต้านรัฐบาลก่อน หรือ รัฐบาลนี้ เป็นสิทธิอันชอบธรรม หากไม่มีการละเมิดสิทธิ ของคนอื่น เช่น ไล่ทุบรถนายกฯ ไล่ด่านายกและครอบครัวเวลาเดินพารากอน ถือป้ายด่าอดีตนายกฯที่เป็นมะเร็ง ขณะไปรอต่อเครื่องที่ USA

ถึงเวลาหรือยังที่คนไทย ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาถึง ๗0 กว่าปี จะต้องมามองว่า เราเป็นประชาธิปไตย หรือ เราคนไทยเป็นกลุ่ม พวกมาก ลากไป???
หากเราเป็นประชาธิปไตย เราต้องรู้จักสิทธิ และหน้าที่ของตนเอง รวมถึง เคารพสิทธิของผู้อื่น มีจิตสำนึกที่จะทำความดี ทำสิ่งดีเพื่อประเทศและสังคม มิใช่ทำความดี และหาประโยชน์ให้พวกพ้อง
รังเกียจ/ประณามการคอรัปชั่น ทุกประเภท

แต่กระบวนการนี้อาจจะต้องใช้เวลาอีก ๕-๑0-๒0ปี เพราะเราอาจจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และปฏิบัติ สิทธิและหน้าที่ของเราอีกหน่อย ผมชอบประโยคหนึ่งที่เคยดูในรายการเจาะใจ ที่เอาเทปสมัยพี่มาร์คหน้าหล่อ เมื่ออายุ ๒๗ ที่ถูกถามว่า ทำไมถึงตัดสินใจเล่นการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งพี่มาร์คก็ตอบว่า "ผมตั้งใจที่จะเป็นนักการเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย หากทุกคนหลีกหนีการเมือง เราก็จะได้แต่นักการเมืองหน้าเก่า" ซึ่งจากวันนั้น จนวันนี้ พี่มาร์คก็เล่นการเมืองมากว่า ๒0ปี
ซึ่งอาจจะเป็นเวลานาน สำหรับหลายๆคน แต่สำหรับผม พี่มาร์คที่ถูกคนปรามาสว่าหน้าหล่อ ดีแต่พูด อย่างน้อยเค้าก็ ทำการเมืองมาเป็นระยะเวลานานกว่าคนที่ปรามาสเค้าหลายๆคน รวมถึงได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างกับการเมือง เช่นการตั้งบรรทัดฐานทางการเมืองของรัฐมนตรีในพรรคท่าน (แม้รมต.นอกพรรคท่าน ท่านจะทำอะไรไม่ได้ก็ตามที)

กลับมาที่ประเด็นข้อที่ ๑-๒ ถ้าเราออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
-หากเรายังเลือกตั้งกันแบบเดิมๆ คือ เลือกที่ตัวบุคคล เราก็จะยังได้ผลลัพธ์ของการเลือกแบบเก่า เหมือนเราเลือกลิงจ่าฝูง ที่เลือกเฉพาะคนที่ทำดีกับพวกของเรา (ไม่ใช่ทำดีกับประเทศของเรา) เราก็จะได้ นักกินเมืองที่ทำตัวเป็นโสเภณี ที่ถูกเงินซื้อ/ดูด เข้าพรรคที่มีนายทุนเงินหนา เหมือนกับที่เราเคยเห็นการ รวมพรรคของ ทรท+ควม+กสค เป็นพรรคเพื่อแม้วในปัจจุบัน
ผมไม่ได้มองว่าวิธีการข้างต้นผิด แต่มันเหมือนการ take over บริษัทอื่นเพื่อขยายขนาดของบ.ตัวเอง เพื่อเพิ่มความได้เปรียบ ซึ่งก็เป็นกลยุทธที่ถือว่า ใช้ได้ดีกับสังคมไทย ที่นับถือนักกินเมืองเป็นเทวดา และชอบร้องขอฟ้าขอฝน จากเทวดา แต่นักกินเมืองไม่ได้เป็นเทวดาที่จะมี อิทธิฤทธิ์มาไล่แจกเงิน จึงต้องไปขอจากนายทุน มาแจกคน ดังนั้นห่วงโซ่อาหารของการเมืองไทยแบบเก่า จะเป็น นายทุน---เทวดาปลอม(นักกินเมือง)----คนธรรมดา(จน) , นายทุนก็มากอบโกยจาก ประชาชนผ่านเครื่องมือทางคอรัปชั่นต่างๆ

แต่หากเราลอง ใช่ครับ ผมใช้คำว่าลอง เพราะคนไทยยังไม่เคยทำ คือ เลือกพรรคใดพรรคหนึ่งให้มีเสียง ๘0%ของ นักกินเมืองในสภา เลือกพรรคที่มีคนรุ่นใหม่ หน้าใหม่ๆ แล้วให้เวลาเค้าบริหารประเทศครบเทอม ๔ปี หรือ ๓ ๑/๒ปี ก็ยังดี หากพรรคนี้ทำไม่ได้ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ เราก็อดทนรอ และไปเลือกพรรคอื่นอีกที ในระหว่างนี้ คนไทยก็ต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญ ในการขอแก้ไขกฏหมาย หรือเรียกร้องสิทธิผ่านม๊อบ ผมเชื่อว่า ถ้ามามีม๊อบออกมาสักล้านคน ไม่ต้องเดินขบวนหรอกครับ แค่ไปรวมกันรอบรัฐสภา รัฐบาลก็คงจะทำงานไม่ได้

เราต้องเปลี่ยนนิสัยคนไทยกันใหม่ในการมใช้ประชาธิปไตยให้ถูกทาง ไม่ใช้ประชาธิปไตยแบบกบเลือกนายเหมือน ๗0ปีที่ผ่านมา

คนไทยเป็นกบที่เลือก ขอนไม้ , นกกระยาง มาหลายครั้งหลายคราแล้วครับ แล้วประเทศก็ค่อยๆเจริญ ไปทีละครึ่งก้าว ตามกำลัง แต่ไม่สามารถก้าวกระโดดได้ เพราะคนไทยเรา ขาดความอดทน และใช้ประชาธิปไตยไม่ถูกทาง ....


Thursday, April 28, 2011

เรยา-จตุพร-เจ๊กลิ้ม : มองสังคมไทยผ่านบริบทของ 3ตัวละคร

คืนวันพุธ-พฤหัส 2-3สัปดาห์ที่ผ่านมา ใครที่ไม่ค่อยดูละคร(เช่นผม) จะเห็น post / comment ใน fb เกี่ยวกับคำเหล่านี้ เรยา,แรงส์,เลวได้อีก คุณใหญ,กินหญ้า,โง่ คุณดี๋,ดีเกินไป,เย็น เลยทำให้เกิดความสงสัยว่า มันคืออะไร เกี่ยวกับอะไร ก็เลยไล่ช่องทีวีไปเจอละคร "ดอก(ส้ม)สีทอง" ก็ถังบางอ้อว่า เพื่อนๆใน fb เค้าพูดคุยอะไรกัน

ปกติจะผมจะเป็นคนไม่ดูละครไทย เพราะต่อต้านมานานแล้วว่า ละครไทยมันน้ำเน่า ไร้สาระ มีแต่ฉากตบ-จูบ แย่งผู้ชาย ทั้งๆที่พัฒนาการของตัวละคร เปลี่ยนไปเยอะแล้ว สมัยก่อนพอเข้าใจได้ว่า ลำยองต้องมารยาทไม่ดี เพราะเป็นสาวสลัม แต่เดี๋ยวนี้ พจมานจากบ้านทรายทองก็ยังตบนางร้ายได้ (มีวิวัฒนาการ ก็ว่าได้)
โดยเฉพาะหลังๆ ตัวละครส่วนใหญ่ จะมีบุคลิก เด็กนอก การศึกษาสูง ลูกเศรษฐี แต่ก็ยังมี พฤติกรรมต่ำๆไม่แพ้ลำยองเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

ซึ่งเมื่อเทียบกับละครเกาหลี ที่เราว่าเน่าในเนื้อเรื่อง ชีวิตรันทด บัดซบ ยังไงก็ไม่มี ความต่ำของพฤติกรรมในตัวละคร แต่หลังๆละครเกาหลีก็จะมีบทที่น่าสนใจในเรื่องของ มุขตลก ความคิดแปลกๆใหม่ๆ เน้นไปที่บริบทของเนื้อหา มากกว่าตัวละคร ซึ่งต่างจากของละครไทย ที่เนื้อหามักจะถูกบดบังด้วยบุคลิกต่ำๆ
นั่นทำให้ในทัศนะของผมชอบที่จะดู หนัง Hollywood , ละครญี่ปุ่น, ละครเกาหลี (ไม่มีละครไทย) แล้วก็หันไปดูรายการข่าว หรือ สารคดี ซะมากกว่า

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ จตุพร-เจ๊กลิ้ม???? เนื่องจากเป็นคนชอบดูข่าว รวมถึงติดตามการเมืองพอกระพี้ เลยไพร่ไปดูทีวี เสื้อเหลือง เสื้อแดง ก็บอกได้เลยครับว่าเป็นพันธมิตร 5555+ แต่หลังๆ ด้วยเนื้อหา/ความไม่มีตรรกกะ มีแต่ตรรกกู เลยทำให้มุมมองต่อ คณะพันธมิตร และ นปช. ไม่ต่างกัน คือ พูดเฉพาะเรื่องที่ตัวเองได้ประโยชน์ อ้างสถาบัน หรือประชาชนแบบที่ไม่เคยมีหลักฐานรองรับ ว่าสถาบันหรือประชาชน เห็นด้วยกับท่านมากแค่ไหน ว่าง่ายๆไม่มี poll มาสนับสนุน
รวมถึงลีลา วาจา กริยา ในการไฮปาร์ก ที่ใช้ถ้อยคำหยาบ ด่าพ่อ ล่อแม่ ขู่อาฆาต และให้ร้ายฝ้ายตรงข้าม ยกยอ ยกหาง ให้กับกลุ่มผู้สนับสนุน โดยอาจจะบอกได้ว่า มีเนื้อหาที่ฟังได้ 20% อีก 80% เป็นลีลาโวหาร ต่ำๆของ ตัวเอกที่ช่ำชองในการพูด-ปราศรัย ผ่านจตุพร-เจ๊กลิ้ม

โดยเฉพาะจตุพร ที่มีอภิสิทธิเป็นถึงท่าน สส.ผู้ทรงเกียรติในประเทศสารขันต์ ที่พร้อมจะออกมาให้ข่าว ว่าร้าย ได้รายวัน พูดปด ตอแหล ไม่อยู่กับร่องกับรอย โดยเฉพาะเวลาท่านยิ้มนะ ผมโคตรอยากจะเอาตีนถีบ TV กันเลยทีเดียว

ทางฝ่ายเจ๊กลิ้ม เมื่อก่อนก็ดูจะเป็นคนดี ทำเพื่อสถาบัน ปกป้องประเทศ แต่หลังๆ พอพลพรรคบางส่วน ถอนตัวจากการให้การสนับสนุนการขับไล่ ทั่นนายกหน้าหล่อ ก็กลับมาขุด เรื่องราวฉาวโฉ่ ของอดีตแนวร่วมมาโจมตี มีอย่างที่ไหน คนที่ว่าตัวเองเป็นคนดี คอยอโหสิกรรมให้ จะมาพูดจาให้ร้ายชาวบ้านปาวๆ

แล้วกลุ่มผู้สนับสนุนทั้ง จตุพรและเจ๊กลิ้ม ก็เป็นคนหมู่ใหญ่ (ไม่ใช่คนหมู่มาก) แต่ก็เรียกได้ว่า เป็นตัวแทนของคนไทยบางกลุ่ม เช่นเดียวกับกลุ่มที่ชอบดู ละครเรยา
ข้อเหมือน :
-ทั้งเรายา-จตุพร-เจ๊กลิ้ม ก็มีพฤติกรรมต่ำๆ หยาบ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี
-คนบางกลุ่ม(ใหญ่) ติดตามดู ชม ชอบ กันตลอดเวลา

คำถาม :
-คนไทย ชอบเรื่องต่ำๆ เพราะมันโดนใจ
-คนไทย มีพฤติกรรมดิบๆแบบนี้ ฝังอยู่ในจิตสำนึห
-คนไทย เป็นแบบนี้

ผมคงไม่เลือกคำตอบ / หรืออาจจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ แต่ทรรษคติ ที่ผมมีต่อ ละคร/การเมืองแบบม๊อบๆ คือเรื่องเดียวกัน คือ มันไร้สาระ น้ำเน่า
เพียงแต่อยากให้คนไทย ออกห่างเรื่องแบบนี้บ้าง เพราะยิ่งเราเสพ เรื่องแย่ๆบ่อยๆ แม้ว่า บางคนจะบอกว่า มันเป็นตัวอย่างให้ดูสิ่งไม่ดี เพื่อจะได้ไม่เอาเยี่ยงอย่าง มันก็ฟังไม่ขึ้น เพราะผมมีความเชื่อว่า คนที่ดู/ทำ เรื่องแย่ๆ ซ้ำๆ เค้าจะมีพฤติกรรมที่ดี ไม่ได้ฉันท์ใด ก็เหมือน คุณจะปลูก ถั่วงอก แต่อยากได้ มะม่วงไม่ได้ ฉันท์นั้น

Monday, April 25, 2011

ชุดนักเรียน/แบบฟอร์มนักศีกษา

ประเทศสารขันต์มีกำหนดให้เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาจะต้องสวมชุด/แบบฟอร์ม เพื่อแสดงออกถึงการมีสถานะของการเป็นนักเรียน-นักศึกษา ตั้งแต่อายุ 4ขวบ จวบจนจบมหาวิทยาลัย 21-22ปี
ซึ่งทำให้มีการกำหนด สีเสื้อ-กางเกง ตามแนวทางของสถาบันการศึกษา จำแนกได้ดังนี้
วัยก่อนปฐม เสื้อ-ขาว กางเกง-น้ำเงิน กระโปรง-น้ำเงิน
วัยปฐม เสื้อ-ขาว กางเกง-น้ำตาล กระโปรง-น้ำเงิน
วัยมัธยม เสื้อ-ขาว กางเกง-น้ำตาล/ดำ/เทา กระโปรง-น้ำเงิน/ดำ/เทา
วิชาชีพ/มหาวิทยาลัย เสื้อ-ขาว เกง-ขายาวสีดำ กระโปรง-สีดำ
ปล.แล้วแต่ข้อกำหนดขอสถาบัน

คำถาม ทำไมต้องมีแบบฟอร์ม มีแล้วไม่มี มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร
ข้อดี
-เป็นระเบียบเรียบร้อย บ่งบอกว่าเป็นนักเรียน/นักศึกษาของสถาบันใด
-ชุดนศ.สาว มีหลายแบบให้เลือก จะโชว์นม หรือ โชว์จิ๋ม ฮ่าๆๆๆๆ ถ้าไม่มีก็จะกลายเป็นแต่งตัวล่อแหลม(หากเป็นชุดลำลองพวก เสื้อยืดรัดรูป-กระโปรง3นิ้ว) แต่ถ้าเป็นชุดเครื่องแบบจะลดความอนาจารไปครึ่งนึง
-ข้ออื่นๆ...... คิดไม่ออกแฮะ

ข้อเสีย(หรือถ้าไม่มีจะมีประโยชน์อะไร)
-ใช้บัตรนร.แทน ชุดฟอร์มได้แถมยังหัดให้เด็กมีความรับผิดชอบ หากกลัวว่าจะมีคนมาปะมนนสถานศึกษา
-เปลืองค่าใช้จ่ายในการซื้อ ชุด/เครื่องแบบ แม้ปัจจุบันจะรัฐจะอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ คำถามคือ ถ้ายกเลิกกฏนี้ไป คนที่เสียประโยชน์คือเอกชน แล้วรัฐจะเดือดร้อนไปทำไม หรือรัฐมีส่วนได้-เสียกับเอกชน หรือกลัวอุตสหกรรมสิ่งทอจะล่มสลาย

หากเรามองดูประเทศตะวันตกจะยกเลิกเรื่องชุดเครื่องแบบไปในหลายๆวงการ ไม่ว่าการศึกษา/ราชการ/เอกชน คงเหลือไว้เพียง กลุ่มทหาร ตำรวจ ผู้รักษากฏหมาย ขนาดคุณหมอเค้ายังไม่สวมเสื้อกราวเดินห้างเหมือนบ้านเรา
แม้แต่ประเทศญี่ปุ่น ก็คงเหลือไว้เฉพาะวงการการศึกษา ถึงแค่ระดับมัธยม เพราะเค้าให้อิสระ คนในการคิดที่จะแต่งกาย แต่อาจจะดูให้เหมาะตามกาละเทศะ

ในส่วนของประเทศไทย หากมองว่าทำไมวัฒนธรรมการแต่งกายให้มี ชุดฟอร์มก็น่าจะมีเหตุผลหลักๆ ดังนี้
- คอรัปชั่น : มีแน่ๆ แต่ไม่มีใบเสร็จ ถ้าไม่มีจะบังคับให้เด็กนักเรียน-นักศึกษา กว่า 4-8 ล้านคนซื้อเสื้อผ้าแต่งไปโรงเรียนทำไม คิดง่ายๆ ค่าใช้จ่ายชุดละ 200 บาทต่อปี ก็เป็นวงเงิน 200x 4ล้าน = 800ล้านบาท ถ้าต้องซื้อคนละ 3 ชุด ก็เป็นเงิน 2,400 ล้านบาท ต่อปี ถ้านักกินเมืองได้ส่วยอยู่ที่ 20% ก็เป็นวงเงิน 480ล้านบาท ต่อปี
- ชุดฟอร์ม เป็นการแบ่งชนชั้นวรรณนะ ที่คนไทยยังยึดถือกันมาแต่โบร่ำโบราณ เพราะคนไทยถือว่าการเป็นราชการ คือการเป็นเจ้าคนนายคน , คนแต่งตัวภูมิฐาน คือคนมีการศึกษา , คนใส่เสื้อผ้ามียี่ห้อ(แบรนด์) คือ คนมีฐานะ

น้อยคนที่จะมองว่า เพียงให้นักเรียน-นักศึกษา สวมชุดแต่งดายที่เป็นการเคารพสถานที่ และเหมาะกับสภาพอากาศแบบไทยๆ หรือเหมาะกับการใช้งานในแต่ละวัย ก็เพียงพอ..... มีอย่างที่ไหน เมืองไทยเมืองร้อน แต่พนักงานออฟฟิสไทย ต้องใส่สูท ผูกไทท์ หรือ สวมกระโปรงยาวแคบ มีชุดสูทครึ่งตัว

เราลองมาออกแบบชุดฟอร์มของ นักเรียน-นักศึกษาใหม่ ดูไหมครับ
วัยก่อนปฐม เสื้อ-ยืด สีอะไรก็ได้ กางเกง-ขาสั้น สีอะไรก็ได้ รองเท้าผ้าใบ
วัยปฐม เสื้อยืด-เชิ๊ต สีไม่กำหนด กางเกง-ขาสั้น/ยาว สีไม่กำหนด รองเท้่าผ้าใบ , กระโปรง-ยาว
วัยมัธยม เสื้อยืด-เชิ๊ต สีไม่กำหนด กางเกง-ขาสั้น/ยาว สีไม่กำหนด รองเท้่าผ้าใบ , กระโปรง-ยาว
วิชาชีพ/มหาวิทยาลัย เสื้อ-เชิ๊ตไม่จำกัดสี กาเกง-ผ้าขายาว กระโปรง-ยาวต่ำกว่าเข่า รองเท้าคัตชู หรือรองเท่าหนัง

อืม.... เราจะประหยัดกันไปได้เท่าไหร่นะ ก็ราวๆ 50% จากที่ประมาณการในตอนต้นก็แล้วกัน แล้วก็ไม่ต้องไปจ่ายส่วยนักกินเมืองอีกด้วย

มาช่วยกันรณรงค์ยกเลิกชุดฟอร์มกันเถอะ ครับ