เท่าที่นึกออกก็มี e-mail , web board , Pirch , irc , MSN chat , QQ , Cam-forg ฯลฯ
จะเห็นว่าเครื่องมือส่วนใหญ่ จะเป็น private tool หรือ เครื่องมือติดต่อ แบบ 1 : 1 ระหว่างผู้ส่ง และผู้รับ
ยกเว้น web board อย่างเดียวที่ถือว่าเป็น public ซึ่งคนส่งข้อความก็เข้าใจ และรับได้ ว่าการสื่อความคิดในพื้นที่สาธารณะ , public , ก็จะมีเสียงสะท้อน (feed back) กลับมาหา ซึ่งผู้ส่งก็จะทำใจไว้บ้าง หากจะได้รับข้อความอันไม่พึงประสงค์
แต่ ณ ปัจจุบัน การที่เราใช้ Hi5 , My space , Cyworld , facebook , twitter มันเป็นการสื่อสารแบบ กึ่งสาธารณะ (semi-public) เพราะเรายอมให้คนจำนวนหนึ่ง มาติดตามข้อมูลของเราได้ และสามารที่จะสะท้อนความคิดเห็นของเค้ากลับมาหาเราได้ , หรือแสดงความไม่พอใจ ทัศนะคติ ต่อทุกความเคลื่อนไหวของเรา ในพื้นที่ของเราได้
หลายๆคนคงได้ยินข่าว หนุ่มสาว , คู่สามี ภรรยา ทะเลาะเบาะแว้ง ระแวงกันในเรื่องของมือที่สาม หรือ กิ๊ก ที่เราสามารถสืบได้จาก social network ข้างต้น อันเป็นเหตุให้เกิด การเลิกรา ฆ่าตกรรม ทำร้ายร่างกาย ฯลฯ
ทำให้เป็นประเด็นให้กลับมาคิดว่า ไอ้ social network ที่กำลังฮิตๆกันอยู่นี่ มันดีหรือไม่ / มันควรจะเป็นส่วนตัว , กึ่งสาธารณะ หรือ สาธารณะดี เดี๋ยวจะวิพากษ์เป็นฉากๆ นะครับ
Public ; สาธารณะ ... หากจะใช้เพื่อการ โปรโมตสินค้า แนะนำตัว จัดกลุ่ม เพื่อ fan club ก็สาธารณะไปเลยครับ เพราะยังไง ท่านก็จะได้เสียงสะท้อนด้านบวก มากกว่าด้านลบ ก็แค่ลืมๆ มันไปซะ อย่าไปใส่ใจให้รกสมอง เพราะวัตถุประสงค์ของเราคือการเพิ่มเครือข่ายทางสังคม สมชื่อ social network นั่นเอง
semi-public ; กึ่งสาธารณะ ... กลุ่มนี้เราจะใช้เพื่อ เพิ่มเพื่อน หาคนที่ความคิดเห็นใกล้เคียงหรือเหมือนกัน เหมือนที่ ดารา นายกฯ นักการเมือง เซเลบฯ ใช้กันนั่นแหละครับ หรือ คนธรรมดาอย่างเราจะใช้ก็ยังมีสิทธิตรงนี้ แต่ก็ต้องทำใจว่า จะมีเสียงสะท้อนแปลกๆมาให้กวนใจ แต่คงไม่มาก เพราะใครที่มัน กวนอารมณ์มากๆก็ un-friend หรือ block มันซะเลย แต่ในความเป็นจริง ก็ควรจะตั้งกติกา มารยาทกันไปเลยจะดีกว่านะครับ จะได้ไม่เสียเพื่อนหรือ fan club ไป
private ; ส่วนตั๊ว ส่วนตัว .... เอ่อ...กลุ่มนี้ ควรจะจำกัดการใช้ไปเลยนะครับ แบบ มีแต่ เพื่อน พี่ น้อง แฟน ญาติ สมาคม เพราะว่า คนกลุ่มนี้จะอ่อนไหวต่อข้อคิดเห็นที่ขัดแย้งต่อทรรศนคติของตนเป็นอย่างมาก , หรือ อาจจะรับไม่ได้ เมื่อเห็นมีคนหน้าตาดี มา comment แฟนของตน จะเกิดอาการ ร้อนรนในหัวใจ ^^ บางคนถึงขั้นบังคับให้แฟน คนสนิท สร้าง fb และ ระบุ relationship status เพื่อประกาศศักดิ์ดาให้โลกรู้ไปเลย และจะรับไม่ได้ เมื่อมีคนมา comment แฟน หรือ ที่รักของตน / หรือที่รักไป comment คนอื่นที่หน้าตาดีกว่าตน
- สำหรับคนกลุ่มนี้ แนะนำให้มี fb สองอัน อันนึงเอาไว้ใช้กับแฟน อันนึงเอาไว้ใช้กับเพื่อน ฮ่าๆๆๆ เพราะถือคติที่ว่า ไม่ได้โกหก แค่บอกไม่หมด (พูดง่ายๆคือตัดความรำคาญไปซะ)
- หรือ จะ un-friend คนที่รับเราไม่ได้ เวลาเราแสดงทัศนคติ หรือ รับคนอื่นไม่ได้เวลามา comment ในพื้นที่ของเรา เข้าทำนอง ขอคืนพื้นที่ด้วยการ un-friend นั่นเอง 555+
ทั้งนี้ ทั้งนั้น จริงๆ เราควรกลับมามองวัตถุประสงค์ในการใช้ social network ของเรามากกว่า ว่าเราใช้เพื่ออะไร ใช้กับใคร / เพราะในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องมืออะไร สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ ความสัมพันธ์ในเชิงกายภาพ หรือ สัมพันธภาพในชีวิตจริง ที่คุณเจอกันตัวเป็นๆ มากกว่า .... การเชื่อใจในกันและกัน รวมถึงการพูดจากันแบบ face to face เป็นอะไรที่ทำให้คนเรา เข้าใจกันได้มากกว่า พื้นที่ใน social network เป็นเพียง 1/100 ของความเป็นจริงในชีวิตของคนเรา หากเรา dis-connect จากโลก on line ความเป็นตัวตนในโลกไซเบอร์ก็จะหมดไป ..... ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า สัมพันธภาพระหว่างคนสองคน ในโลกของความเป็นจริงไปได้หรอกครับ ^^
No comments:
Post a Comment