Wednesday, January 26, 2011

communication นวัตกรรมการติดต่อสื่อสาร

ตอนแรกว่าจะเขียนต่อเรื่อง facebook ของน้อง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก(สะกดถูกไหมหว่า) แต่อยากเท้าความถึง นวัตกรรมและวิวัฒนาการ การติดต่อสื่อสารก่อนที่มันจะเป็น social network แบบทุกวันนี้ พ.ศ. 2530 - 2554 ก็คงพอ เพราะเก่ากว่านี้คนเขียนก็ไม่รู้จักแล้ว ฮ่าๆๆๆ อย่าคิดว่าจะเขียนตั้งแต่การส่งข้อความโดยนกพิราบหรือว่า ม้าเร็ว

a.) Classic สุดก็คือ จดหมาย (2530-2535) ซึ่งปัจจุบันการใช้บริการไปรษณีย์ไทยจะหนักไปทาง การแจ้งหนี้เลยทำให้คนสมัยนี้ ไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าบุรุษไปรษณีย์เท่าไหร่ โดยเฉพาะจดหมายจากเพื่อนต่างเพศ ทางจดหมาย penpal ยิ่งมาจากฝรั่ง หรือเป็น air mail from USA(จริงๆคือ ตปท. แต่ usa เพราะสมัยนู๊นเด็กๆฮิตไป AFS ; นักเรียนแรกเปลี่ยนนั่นเอง)

เนื่องจากว่าการเดินทางของจม. จะเดินทางโดยรถโดยสาร(ในประเทศ) และโดยเครื่องบิน (ต่างประเทศ) มันเลยการเป็นการตื่นเต้นของผู้รับเวลาเฝ้ารอจม. จากผู้ส่งแดนไกล สมัยนู๊นคนละจังหวัด หรือ คนละอำเภอ จม.ก็เดินทางเท่าๆกันคือ 2-3 วัน แต่หาเป็น จม.ต่างประเทศละก็ นับไปเลย 14-20 วัน ยังกับส่งทางเรือก็ไม่ปาน นั่นเลยทำให้ความตื่นเต้นมัน ทวีคูณตามจำนวนวันของการรอคอย แต่หากเป็นการรอ จม.รับรักแล้วโดนปฏิเสธล่ะก็ หลังจากอ่านจม. คุณจะเห็นคนรับ ล้มฟุบและร่ำไห้เหมือนญาติเสียกันเลยทีเดียว

b.) hi Tech ขึ้นมาหน่อยก็คือ โทรศัพท์บ้าน/ตู้(2535-2538) แต่เนื่องด้วย ค่าบริการ อันไม่ถูกเลยสำหรับคนไม่มีรายได้และพึ่งพาเงินพ่อแม่ในการร่ำเรียน การโทรศัพท์ทางไกล เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะหากถูกจับได้ว่าแอบใช้โทรศัพท์โดยไม่ขออนุญาตละก็ มีอาการหลังลายเป็นเส้นๆ หลังจากผู้ปกครองได้รับใบแจ้งหนี้ค่าโทรศัพท์กันเลยทีเดียว เมื่อก่อน rate ค่าโทรอยู่ที่ 3-18 บาท ถ้าจำไม่ผิดนะขอรับ

การโทรศัพท์สมัยก่อนก็จะเอาไว้โทรหาเพื่อน / หาสาว หาสาวนี่ลำบากหน่อย หากคุณไปจีบลูกนายทหาร ตำรวจ หรือบ้านที่หวงลูกสาว เพราะจะถูกซักประวัติถี่ยิบ จากคุณพ่อ/คุณแม่ ในกรณีที่ชื่อคุณไม่ใช่คนคุ้นเคยกับสาวเจ้าตั้งแต่อนุบาล เพราะจะถูกเพ่งเล็งว่าจะมาล่อลวงลูกสาวคนอื่น การแก้เกมส์คือ พยายามหาผู้หญิงมาต่อโทรศัพท์ให้ ใครมีญาติพี่น้องเป็นผู้หญิงก็สบายหน่อย แต่คนอย่างเราต้องอ้อนวอนคนเดินผ่านตู้ที่เป็นหญิงให้ต่อสายให้ 555 อารมณ์เหมือนโจรมุมตู้ฯ

c.) ลำดับถัดมาของการสื่อสารคือ pager (2538-2543) ผู้ให้บริการแรกๆคือ phone link;ais Hutchison ; hutch pack link; เข้าใจว่า dtac 1188 ; true ของเหล่านักศึกษาเงินน้อย เพราะสมัยนั้นมือถือ แพงมากๆๆๆๆ เครื่องละ 20,000 บาท แต่คุณสมบัติเท่าเครื่องราคา 2,000 สมัยนี้ (จอขาวดำด้วย อิอิ) ดังนั้น การสื่อสารที่พอจะควักกระปุกไปหามาใช้กับเพื่อนๆคือ pager และการใช้ pager ยี่ห้อไหนก็บ่งบอกฐานะทางบ้านซะด้วย เพราะ phone link จะแพงสุด เครือข่ายเยอะสุด รองลงมาก็ hutchison , pack link และ 1188 ตามลำดับ อ่อ ผมใช้ 1188 ถูกสุด ฮ่าๆๆๆ

การใช้ pager จะปลอดภัยกับการโดนซักประวัติ แต่ก็ยังมีอีกปัญหาให้พบเจอ เพราะว่าเราจะต้องคุยผ่าน operator เพื่อให้เค้าส่งข้อความให้ ถ้าส่งหาเพื่อนก็ง่ายหน่อย เช่น "ตอนนี้อยู่คณะแล้ว รีบมาได้" แต่ 90% จะเอาไว้ส่งข้อความหาสาว ไม่อยากเรียก sms เพราะส่งทีไร ยาวทู๊กที ต้องเรียก LMS แล้วเวลาที่ส่งข้อความหาสาวๆ ก็จะต้องบรรจงเขียนข้อความมาก่อนที่จะโทรไป operator เพราะด้นสดไม่ดี ข้อความจะไม่สมบูรณ์ และถ้าข้อความที่ส่งมันหวานมาก หรือออกแนวมุขตลกจีบสาวล่ะก็ เวลาบอก operator เสียงเราก็จะเป็นอายๆ แบบว่า "กูรู้นะมึงแอบยิ้ม" เช่น "คิดถึงนะ ทำอะไรอยู่ อยากบอกให้รู้ว่ารัก 100ล้านครั้ง" บางทีได้ยินเสียงปลายสายของ operator หัวเราะคิกคัก

อีกอย่างที่เป็นความลำบากของการใช้ pager คือ การบอกชื่อคนส่ง เพราะหากชื่อคุณมันไม่ใช่ชื่อสามัญ หรือ ชื่อโหลยอดนิยมล่ะก็ ผู้รับปลายทางจะทำหน้างงและสบถว่า"ใครส่งมาวะ" อย่างชื่อเรา lonk เวลาอ่านเป็นไทย ข้อความถึงผู้รับจะเป็น รงค์ ลง ฯลฯ จนถึงกับต้องสะกดตัวอ่านให้กันเลยทีเดียว

ในช่วงเวลาเดียวกันคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โปรแกรม on line communication (chat) อย่าง Intranet, irc , pirch ก็เป็นอะไรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพราะมันทำให้เราได้คุยกับคนอื่นๆได้ real time และสามารถสร้างห้องตามกลุ่มความสนใจได้ และทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจว่า วัยรุ่นสมัยนั้นขยันเรียนมาก เพราะว่างก็นั่งหน้าจอ พิมพ์งานยิกๆ(จริงๆคือ แชทกับเพื่อนไม่ก็จีบสาวอยู่)

d.)2544-2550 มือถือ และ e-mail
มือถือทำให้การทรมานจากการใช้บริการ sms ผ่าน pager หมดไปเพราะคุณจะสามารถพิมพ์มันได้ด้วยตัวเอง แต่ข้อจำกัดของการใช้มือถือช่วงแรกๆคือ ราคาเครื่อง และค่าบริการ จำได้เลยว่าเครื่องแรกที่ใช้คือ simen c10 ราคา 9,500 bht ค่าโทรแพงสุดที่เคยจ่ายคือ 4,500 bht/month เดือนนั้น พอได้สลิปเงินเดือนก็เดินคอตกไปจ่ายค่าบริการให้ เทมาเส็กเลยทันที เพราะเมื่อก่อนค่าโทรจะคิดตามระยะทาง rate สูงสุดคือ 16บาท/นาที ก็ใช้มัน rate นั้นแหละ

ข้อดีของมือถือคือ เราไม่ต้องจดเบอร์โทรเพื่อนๆอีกต่อไปเพราะมันสามารถบันทึก(mem;memory)ได้ แต่มันก็ทำให้เราใช้รอยหยักในสมองเราน้อยลง สมัยมัธยมจำเบอร์บ้านเพื่อนได้เป็น 10 เบอร์ เดี๋ยวนี้เบอร์พ่อยังจำไม่ได้เลย ฮา!

e-mail เป็นอะไรที่ประหยัดสุด และ เร็วสุด แต่จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราส่ง e-mail แล้วต้องโทรไปบอกคนรับว่า เปิดmail อ่านหรือยังจ๊ะ 555+ คิดแล้วก็ว่าตัวเองบ้าได้ใจ แต่สิ่งดีๆที่ e-mail มอบให้ก็คือ สามารถที่จะติดต่อเพื่อนๆทางไกลได้เร็ว และส่งได้ทีละหลายๆคน (ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึง working e-mail เพราะมันจะยาวมาก สามารถเขียนได้อีก3หน้า)

e.)2550-2554 : social network เช่น hi5, facebook, myspace, cyworld, messager program and twitter ถือได้ว่าเป็นการรวบรวม นวัตกรรมในข้อ a-d มาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะ mail , chat , call ทำได้หมด ในมือถือที่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ แต่กระบี่มือหนึ่งของ social network ก็คือ facebook/messager program เพราะสามารถทำได้ใน มือถือ นั่นทำให้ hi5 myspace cyworld ไม่เป็นที่นิยมเท่า fb ของน้องมาร์ค และ msn ของป๋าบิล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราต้องมาเสียตังค์ให้แก่เครืองมือสื่อสาร ที่แพงมากอย่าง smart phone(iphone BB) tablet pc (ipad SSG tab) หรือ netbook เพื่อให้เข้าถึงการสื่อสารในยุค 3G

social network & smart phone เป็นการย่อโลกให้เล็กลง ทำให้คนติดต่อกันได้ง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้เราใช้เวลาในการพิจจารณาและตัดสินใจ เร็วเกินไป

แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นว่า เครื่องมือในสมัยโบราณทำให้คนแต่ละยุคมีบุคลิกที่แตกต่างกัน เช่น คนโบราณ Baby boomer หรือ คนรุ่นพ่อแม่เรา จะมีความอดทน รอคอยความสำเร็จได้มากกว่าเรา และเราก็จะรู้สึกว่าคนยุคปัจจุบัน หรือรุ่นน้อง Gen Y เป็นพวก จิตไม่มั่นคง ซึ่ง คนแต่ละยุคถูกเลี้ยงดูมาคนละแบบ ทำให้เกิดความแตกต่างทางอัตลักษณ์(บุคลิก) และคนใน Gen Y คือคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ไวกว่า เร็วกว่า ทำให้เด็กสมัยนี้ ฉลาดกว่า พูดจาฉะฉานกว่า แต่ความอดทนรอคอย ค่อนข้างต่ำ เพราะใจร้อน

โดยส่วนตัวเราชอบที่จะใช้ จม.ที่เขียน/ส่งไปรษณีย์ และโทรศัพท์บ้าน มากกว่าที่จะใช้ มือถือ-social network-e mail เพราะเราสามารถที่จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกระหว่างคนส่งและคนรับได้มากกว่า แต่ก็คงไม่ได้ติดต่อกับใครอีก เพราะคนสมัยนี้ไม่มีใครจะใช้เท่าไหร่..... ความช้า คือ ความงดงามของการสื่อสาร การอยู่คนเดียวไม่ใช่โดดเดี่ยว แต่มีเวลาให้กับตัวเองเพื่อที่จะพิจจารณาสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น

No comments:

Post a Comment